ภัยเงียบแสงสีฟ้า! จ้องจอนานระวังฟิล์มน้ำตาพัง แสบตา-ตามัว สัญญาณเตือนให้หยุดพัก

รพ.เมตตาฯ (วัดไร่ขิง) แนะ!ในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต หน้าจอสมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ และแท็บเล็ต กลายเป็นอุปกรณ์หลักที่เราต้องใช้งานตลอดทั้งวัน การใช้งานอย่างต่อเนื่องยาวนานสามารถก่อให้เกิดปัญหา "ภาวะตาล้าจากการใช้หน้าจอ" (Digital Eye Strain) ได้
นายแพทย์พงษ์ศักดิ์ นิติการุญ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ปัจจุบันจำนวนผู้ป่วยที่มีภาวะตาแห้ง ปัญหาตาล้า และการมองเห็นลดลงในวัยทำงานและเยาวชน เพิ่มสูงขึ้น สอดคล้องกับการเติบโตขึ้นของสังคมดิจิทัล ซึ่งถือเป็นปัญหาทางด้านสาธารณสุขที่มีความสำคัญ กรมการแพทย์จึงมุ่งเน้นให้ประชาชนมีความตระหนักรู้ถึงการใช้สายตาอย่างถูกสุขลักษณะ เพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพที่ดี และเป็นการลดค่าใช้จ่ายทางด้านสาธารณสุขของประเทศ
นายแพทย์กิตติวัฒน์ มะโนจันทร์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) กล่าวเสริมว่า แม้แสงสีฟ้าจะเป็นแสงที่อยู่รอบตัวเราทั้งจากดวงอาทิตย์และอุปกรณ์ดิจิทัล แต่การได้รับในปริมาณที่มากเกินไปจะส่งผลเสียต่อฟิล์มน้ำตาและกล้ามเนื้อตา ทำให้มีอาการปวดตา แสบตา หรือตามัวได้ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนให้ควรหยุดพักการใช้หน้าจอ โรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) ในฐานะโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านจักษุวิทยาพร้อมให้คำปรึกษาและให้บริการตรวจวินิจฉัยโรคทางจักษุวิทยาด้วยความเชี่ยวชาญในทุกสาขา เพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพตาและการมองเห็นที่ดี
แพทย์หญิงทิฆัมพร จันทร์ภู่ นายแพทย์ปฎิบัติการจอตาและวุ้นตา กล่าวถึงในมุมมองของจักษุแพทย์ว่าแสงสีฟ้า (Blue Light) คือแสงที่มีความยาวคลื่นสั้นแต่มีพลังงานสูงที่สุดในกลุ่มแสงที่มองเห็นได้ ซึ่งสามารถเดินทางผ่านกระจกตาและเลนส์ตาเข้าไปสู่จอตา (Retina) ได้โดยตรง ทั้งนี้ความน่ากังวลไม่ได้อยู่ที่การใช้งานหน้าจอระยะสั้น แต่คือ "การสะสม" ในระยะยาว ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดความเครียดออกซิเดชัน (Oxidative Stress) ต่อเซลล์รับแสง ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของจอตาลดลง หรือในกรณีที่รุนแรงอาจไปกระตุ้นให้เกิดโรคจอตาเสื่อม (AMD) ได้เร็วกว่าปกติ นอกจากเรื่องจอตาแล้ว ปัญหาที่พบบ่อยคือ "ภาวะวุ้นตาเสื่อมก่อนวัย" จากการใช้สายตาเพ่งจอเป็นเวลานานจนเกิดความเครียดในลูกตา
ดังนั้นประชาชนจึงควรสังเกตอาการ "จุดดำลอย" (Floaters) หรือ "แสงแฟลช" (Photopsia) ในตา หากมีอาการเหล่านี้ร่วมกับการมองเห็นภาพบิดเบี้ยวหรือจุดมืดกลางภาพ ต้องรีบพบจักษุแพทย์ทันทีเพื่อตรวจจอตาอย่างละเอียด เนื่องจากอาการดังกล่าวอาจไม่ใช่แค่ความเหนื่อยล้า แต่อาจพบเป็นรอยฉีกขาดหรือภาวะจอตาหลุดลอกซึ่งเป็นภาวะที่ต้องการการรักษาอย่างเร่งด่วน
ทั้งนี้การใช้งานอุปกรณ์ดิจิทัลให้เป็นไปอย่างปลอดภัย ควรใช้กฎ "20-20-20" กล่าวคือ ทุก 20 นาทีที่จ้องหน้าจอ ให้พักสายตา 20 วินาที โดยมองไกลออกไป 20 ฟุต เพื่อคลายกล้ามเนื้อตา นอกจากนี้ ควรปรับความสว่างหน้าจอให้พอเหมาะกับสภาพแวดล้อม ไม่จ้องหน้าจอในที่มืด และหมั่นกะพริบตาให้บ่อยขึ้นเพื่อป้องกันตาแห้ง หากต้องทำงานหน้าจอนานๆ การเลือกใช้แว่นที่เคลือบสารป้องกันแสงสีฟ้าอาจช่วยทำให้สบายตาได้บ้าง แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการจัดระเบียบเวลาพักสายตาและการตรวจสุขภาพตาประจำปี
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
