รีเซต

ศึกเนสกาแฟ แตกหักธุรกิจ 34 ปี สะเทือนโมเดลร่วมทุนไทย-ต่างชาติ

ศึกเนสกาแฟ แตกหักธุรกิจ 34 ปี สะเทือนโมเดลร่วมทุนไทย-ต่างชาติ
TNN ช่อง16
27 พฤษภาคม 2569 ( 17:31 )
14

จุดเริ่มต้น “เนสกาแฟไทย” จากโมเดลร่วมทุนยุคเก่า

ย้อนกลับไปปี 2533 บริษัท Nestlé จากสวิตเซอร์แลนด์ ต้องการรุกตลาดกาแฟไทย จึงจับมือกับ “ประยุทธ มหากิจศิริ” ตั้งบริษัท ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักท์ส หรือ QCP ในสัดส่วน 50:50

ฝั่งเนสท์เล่นำแบรนด์ “เนสกาแฟ” สูตรการผลิต เทคโนโลยี และระบบบริหารระดับโลกเข้ามา ส่วนฝั่งมหากิจศิริลงทุนสร้างโรงงาน ขยายตลาด และใช้เครือข่ายค้าปลีกในประเทศผลักดันธุรกิจ

โมเดลนี้ถือเป็นสูตรสำเร็จของบริษัทต่างชาติในยุคนั้น เพราะการมี Local Partner ช่วยให้ขยายตลาดในประเทศกำลังพัฒนาได้เร็วขึ้น

QCP โตสู่ธุรกิจกาแฟระดับหมื่นล้าน

ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา QCP กลายเป็นฐานการผลิตเนสกาแฟสำคัญของไทย และขึ้นเป็นผู้นำตลาดกาแฟสำเร็จรูปอย่างรวดเร็ว

นอกจากธุรกิจแล้ว QCP ยังรับซื้อเมล็ดกาแฟจากเกษตรกรไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะกาแฟโรบัสตาจากภาคใต้ ทำให้ธุรกิจนี้เชื่อมโยงทั้งซัพพลายเชนและเศรษฐกิจฐานราก

ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่า ปี 2566 QCP มีรายได้กว่า 17,100 ล้านบาท และกำไรสูงถึง 3,067 ล้านบาท ถือเป็นหนึ่งในธุรกิจกาแฟที่ทำกำไรสูงที่สุดของไทย


จุดแตกหัก : เนสท์เล่ไม่ต่อสัญญาร่วมทุน

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ Nestlé Thailand ตัดสินใจ “ไม่ต่อสัญญาร่วมทุน” ส่งผลให้ความร่วมมือสิ้นสุดลงวันที่ 31 ธันวาคม 2567 ปิดฉากพันธมิตรที่ยาวนานกว่า 34 ปี

หลังจากนั้น ทั้งสองฝ่ายเปิดศึกกฎหมายเต็มรูปแบบ ทั้งในไทยและต่างประเทศ ตั้งแต่ประเด็นสัญญาร่วมทุน สิทธิการผลิต สิทธิทางการค้า ไปจนถึงความเสียหายทางธุรกิจ

ช่วงหนึ่ง ความขัดแย้งลุกลามจนกระทบตลาดกาแฟไทย หลังศาลไทยมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ทำให้ “เนสกาแฟ” ต้องหยุดขายบางช่วง กระทบทั้งค้าปลีก ร้านอาหาร และซัพพลายเชน

ศาลสิงคโปร์ชี้ “เนสท์เล่ยุติสัญญาถูกต้อง”

หนึ่งในจุดสำคัญของคดี คือ วันที่ 20 ธันวาคม 2567 ศาลอนุญาโตตุลาการสิงคโปร์มีคำชี้ขาดว่า การที่เนสท์เล่ยุติสัญญาร่วมทุนกับ QCP เป็นการดำเนินการที่ถูกต้องตามกฎหมาย

ต่อมาวันที่ 4 มีนาคม 2569 ศาลสูงสิงคโปร์ยืนตามคำชี้ขาดเดิมอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม ฝั่งมหากิจศิริยังยืนยันว่า คำตัดสินดังกล่าวครอบคลุมเฉพาะสัญญาร่วมทุน ขณะที่ในไทยยังมีคดีแพ่งและคดีทรัพย์สินทางการค้าอยู่ระหว่างการพิจารณา

ศึกนี้ไม่ใช่แค่กาแฟ แต่คือ “สงคราม Value Chain”

นักวิเคราะห์มองว่า สิ่งที่เนสท์เล่ต้องการ คือ การกลับมาคุม Value Chain ด้วยตัวเองทั้งหมด ตั้งแต่การผลิต การตลาด ไปจนถึงข้อมูลผู้บริโภค

ข้อมูลจากเนสท์เล่ระบุว่า ระหว่างปี 2561-2567 บริษัทลงทุนในไทยกว่า 22,800 ล้านบาท และยังยืนยันเดินหน้าผลิตเนสกาแฟในไทยต่อ

ขณะที่ฝั่งมหากิจศิริมองว่า ตัวเองไม่ได้เป็นเพียงผู้รับจ้างผลิต แต่เป็นผู้ร่วมสร้างโรงงาน สร้างตลาด และเติบโตกับแบรนด์นี้มากว่า 34 ปี

โมเดลร่วมทุนไทย-ต่างชาติ กำลังเปลี่ยน

คดีนี้ถูกจับตา เพราะกำลังสะท้อน “การเปลี่ยนผ่านของโลกธุรกิจยุคใหม่”

ในอดีต บริษัทต่างชาติต้องพึ่งพาพาร์ตเนอร์ท้องถิ่นเพื่อเข้าถึงตลาด แต่วันนี้บริษัทข้ามชาติสามารถลงทุนเองได้มากขึ้น ทั้งด้านโลจิสติกส์ ข้อมูลลูกค้า และช่องทางดิจิทัล

นักวิเคราะห์มองว่า บทเรียนสำคัญของธุรกิจไทย คือ ในโลกที่ “ทรัพย์สินทางปัญญา” มีอำนาจสูงขึ้น การเป็นเพียงฐานการผลิตอาจไม่เพียงพออีกต่อไป หากไม่ได้ถือแบรนด์หรือเทคโนโลยีไว้ในมือเอง


บทสรุป

ศึกเนสกาแฟจึงไม่ใช่แค่ข้อพิพาททางธุรกิจธรรมดา แต่คือ “สงครามชิงอำนาจในห่วงโซ่มูลค่า”

ด้านหนึ่ง คือ เจ้าของแบรนด์ระดับโลกที่ต้องการกลับมาคุมตลาดเอง

อีกด้าน คือ พันธมิตรท้องถิ่นที่ร่วมสร้างธุรกิจมานานหลายสิบปี

และผลลัพธ์ของคดีนี้ อาจกลายเป็นกรณีศึกษาสำคัญของโมเดลร่วมทุนไทย-ต่างชาติในอนาคต ว่าในโลกธุรกิจยุคใหม่ “ใครถือแบรนด์ คนนั้นอาจถืออำนาจเกม”

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง