รีเซต

เตือน! “ภาวะสูดสำลักควัน” ผลกระทบเหตุไฟไหม้ อย่าชะล่าใจแสดงอาการ 24-48 ชั่วโมง

เตือน! “ภาวะสูดสำลักควัน” ผลกระทบเหตุไฟไหม้ อย่าชะล่าใจแสดงอาการ 24-48 ชั่วโมง
TNN ช่อง16
13 กรกฎาคม 2569 ( 14:00 )

เฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพจากความร้อนและการสูดดมควันไฟ 

จากกรณีโศกนาฏกรรมเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ ณ ร้านเหล้าชื่อดัง “โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว” โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเมื่อกลางดึกวันที่ 12 กรกฎาคม 2569 ต่อเนื่องวันที่ 13 กรกฎาคม 2569 มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 27 ราย และมีผู้บาดเจ็บ 63 ราย 

พ.ต.นพ.ชาญฤทธิ์ ล้อทวีสวัสดิ์ อุปนายกแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า ในฐานะวิสัญญีแพทย์และผู้ที่เคยปฏิบัติงานด้านการจัดการภัยพิบัติ ขอเสนอประเด็นสำคัญที่ประชาชน โดยเฉพาะผู้รอดชีวิตจากเหตุเพลิงไหม้ รวมถึงสื่อมวลชน ควรให้ความสำคัญและสื่อสารต่อ เพื่อเฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพจากความร้อนและการสูดดมควันไฟ ซึ่งอาจเป็นอันตรายแม้ไม่มีบาดแผลภายนอก

ผู้รอดชีวิตทุกคนควรเข้ารับการตรวจสุขภาพโดยเร็ว

พ.ต.นพ.ชาญฤทธิ์ กล่าวว่า ผู้รอดชีวิตจากเหตุเพลิงไหม้ทุกคนควรเข้ารับการตรวจสุขภาพโดยเร็ว เพื่อประเมินผลกระทบจากความร้อนและควันไฟ หากมีอาการหายใจลำบาก หอบเหนื่อย ไอถี่ ไอมีเสมหะสีดำปนเขม่า เสียงแหบ เจ็บคอมาก ปวดศีรษะรุนแรง มึนงง สับสน วิงเวียนศีรษะ ซึมลง หรือหมดสติ ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณของการได้รับพิษจากควันไฟหรือภาวะพร่องออกซิเจน ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

ควันไฟมีสารอันตรายสำคัญ ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ และอนุภาคขนาดเล็ก

"ในควันไฟมีสารอันตรายสำคัญ 2 ชนิด คือ ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ และอนุภาคขนาดเล็ก เช่น PM2.5 หรือเล็กกว่านั้น ซึ่งมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เมื่อสูดดมเข้าไป ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์จะเข้าไปแย่งจับกับเม็ดเลือดแดง ทำให้ร่างกายไม่สามารถนำออกซิเจนไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ได้ ส่งผลให้เกิดอาการปวดศีรษะ มึนงง ระดับความรู้สึกตัวลดลง และอาจทำให้เกิดอาการของโรคหัวใจ เช่น เจ็บหน้าอก ขณะที่อนุภาคขนาดเล็กจะลงสู่ปอดโดยตรง ทำให้เกิดอาการไอ หายใจลำบาก และทำให้ผู้ป่วยโรคหัวใจหรือโรคปอดมีอาการรุนแรงขึ้น" พ.ต.นพ.ชาญฤทธิ์ กล่าว


พ.ต.นพ.ชาญฤทธิ์ กล่าวว่า ผู้ประสบเหตุควรปฏิบัติตัวอย่างถูกต้องตั้งแต่ในจุดเกิดเหตุ โดยรีบออกจากพื้นที่ที่มีควันไฟให้เร็วที่สุด หากต้องผ่านกลุ่มควันควรหมอบต่ำหรือคลานออกจากพื้นที่ เนื่องจากควันและก๊าซร้อนจะลอยอยู่ด้านบน หากมีผ้าชุบน้ำสามารถใช้ปิดจมูกและปากเพื่อลดการสูดดมเขม่าและอนุภาคพิษได้ในระดับหนึ่ง

นอกจากนี้ เมื่อพ้นจากพื้นที่อันตรายแล้ว ควรรีบเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัยไปยังบริเวณที่อากาศบริสุทธิ์และมีการระบายอากาศดี หากผู้ป่วยรู้สึกตัวดีให้จัดให้นั่งในท่าที่สบายที่สุด แต่หากหมดสติและยังหายใจได้ ให้จัดนอนตะแคงในท่าพักฟื้น (Recovery Position) เพื่อป้องกันการอุดกั้นทางเดินหายใจและการสำลัก พร้อมคลายเสื้อผ้าหรือสิ่งที่รัดบริเวณลำคอและหน้าอก เพื่อให้ปอดขยายตัวได้เต็มที่

ในกรณีที่ผู้ป่วยหมดสติ ไม่ตอบสนอง และไม่หายใจ ต้องรีบประเมินการหายใจและทำการกู้ชีพ (CPR) พร้อมโทรแจ้งระบบการแพทย์ฉุกเฉินทันที ขณะที่ผู้ที่มีอาการระคายเคืองตาจากเขม่าหรือควันไฟ ควรใช้น้ำสะอาดล้างตาต่อเนื่องอย่างน้อย 15 นาที ส่วนผู้ที่มีอาการแสบคอหรือคอแห้ง สามารถจิบน้ำสะอาดทีละน้อยเพื่อบรรเทาอาการได้

ภาวะการสูดสำลักควัน (Inhalation Injury) เริ่มแสดงภายใน 24-48 ชั่วโมง

พ.ต.นพ.ชาญฤทธิ์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ คือ ภาวะการสูดสำลักควัน (Inhalation Injury) ซึ่งเกิดจากความร้อนและก๊าซพิษทำลายทางเดินหายใจ โดยอาการอาจยังไม่ปรากฏทันที แต่จะเริ่มแสดงภายใน 24-48 ชั่วโมง จึงไม่ควรชะล่าใจ แม้ในช่วงแรกจะรู้สึกเป็นปกติก็ตาม โดยเฉพาะหากมีอาการหายใจหอบเหนื่อย หายใจมีเสียงหวีด ไอรุนแรงหรือไอมีเสมหะปนเขม่าสีดำ เสียงแหบผิดปกติ มีรอยไหม้บริเวณใบหน้า ขนจมูก หรือช่องปาก รวมถึงมีอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน มึนงง หรือซึมลง ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที


สำหรับการรักษาในโรงพยาบาล แพทย์จะตรวจร่างกายอย่างละเอียด ทั้งการประเมินบาดแผลไฟไหม้ ตรวจหาร่องรอยเขม่าบริเวณใบหน้าและทางเดินหายใจ ฟังเสียงปอด เอกซเรย์ทรวงอก (Chest X-ray) และในบางรายอาจจำเป็นต้องส่องกล้องตรวจหลอดลม (Bronchoscopy) เพื่อตรวจหาการบวม แผลไหม้ หรือคราบเขม่าภายในหลอดลม รวมถึงตรวจเลือดเพื่อวัดระดับก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ และตรวจวัดระดับออกซิเจนในเลือด เพื่อประเมินภาวะพร่องออกซิเจนและกำหนดแนวทางการรักษาที่เหมาะสม

กลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังผลกระทบจากควันไฟ

พ.ต.นพ.ชาญฤทธิ์ กล่าวด้วยว่า ไม่เพียงผู้ประสบเหตุเท่านั้นที่ต้องเฝ้าระวังผลกระทบจากควันไฟ แต่เจ้าหน้าที่ดับเพลิง หน่วยกู้ภัย และผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ก็เป็นกลุ่มเสี่ยงเช่นกัน เพราะต้องสัมผัสควันไฟและอนุภาคพิษซ้ำ ๆ แม้ในช่วงเวลาสั้น ๆ การได้รับอนุภาคขนาดเล็กอย่างต่อเนื่องอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคปอด โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดในระยะยาว จึงควรใช้อุปกรณ์ป้องกันระบบทางเดินหายใจอย่างเหมาะสมและได้รับการตรวจสุขภาพเป็นระยะ

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง