จากยอดเขาสู่หายนะ เมื่อมวลน้ำมหาศาล ถูกปลดปล่อยในไม่กี่นาที!

รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต และรองประธานมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กรศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์เปิดกลไก “น้ำโคลนถล่ม” เนปาล-ทิเบตเมื่อภูเขาพัง เขื่อนธรรมชาติแตก มวลน้ำมหาศาลทะลักลงหุบเขา
โดยระบุว่า เหตุการณ์น้ำป่าและดินโคลนถล่มครั้งใหญ่บริเวณชายแดนเนปาล-ทิเบตเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ไม่ได้เป็นเพียงอุทกภัยจากฝนตกหนัก แต่กำลังถูกวิเคราะห์ว่าอาจมีรูปแบบคล้ายกับภัยพิบัติประเภทน้ำท่วมจากการทะลักของทะเลสาบธารน้ำแข็ง หรือ GLOFs ซึ่งเป็นหนึ่งในความเสี่ยงที่ทั่วโลกจับตามองมากขึ้นในยุคโลกร้อน
ศูนย์ภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งมีส่วนร่วมในการประเมินและจัดทำรายงาน IPCC AR6 ปี 2022 ด้านความเสี่ยงจาก GLOFs ระบุว่า เหตุการณ์ครั้งนี้มีลักษณะของการเกิดภัยพิบัติแบบฉับพลันในพื้นที่ภูเขาสูง ที่เกี่ยวข้องกับการถล่มของหิน หิมะ และน้ำแข็ง ก่อนเปลี่ยนเป็นมวลน้ำและดินโคลนมหาศาลไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่าง
จากข้อมูลการวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญในพื้นที่ เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นบริเวณต้นน้ำในเขตภูเขาสูงแถบลุ่มน้ำ Lhende Khola ฝั่งทิเบต เมื่อเกิดการถล่มขนาดใหญ่ของมวลหินร่วมกับหิมะและน้ำแข็ง หรือ Rock-Ice Avalanche
มวลหิน หิมะ น้ำแข็ง และดินจำนวนมหาศาลไหลลงมากีดขวางลำน้ำ จนเกิดเป็น “เขื่อนธรรมชาติชั่วคราว”ปิดกั้นทางน้ำและทำให้น้ำสะสมอยู่ด้านหลังอย่างรวดเร็ว
แต่เขื่อนธรรมชาติที่เกิดขึ้นจากเศษหิน ดิน และมวลน้ำแข็งนั้นไม่ได้มีความแข็งแรงถาวร เมื่อปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น แรงดันจึงสะสมมากขึ้นตามไปด้วย ก่อนที่แนวกั้นดังกล่าวจะเกิดการพังทลายอย่างฉับพลันจากนั้น มวลน้ำที่ถูกกักไว้จึงทะลักออกมาพร้อมกับโคลน หิน เศษซาก และน้ำแข็งไหลลงตามลำน้ำด้วยความเร็วสูง ผ่านพื้นที่ลุ่มน้ำ Bhote Koshi และ Trishuli ในเนปาล สร้างความเสียหายต่อชุมชน ถนน สะพาน และโครงสร้างพื้นฐานในเส้นทางของมวลน้ำ
ทำไมภัยพิบัติแบบนี้ถึงน่ากังวล?
หัวใจสำคัญของภัยพิบัติประเภทนี้คือ “การกักน้ำไว้ แล้วปลดปล่อยออกมาอย่างฉับพลัน”ไม่ว่าต้นกำเนิดของคันกั้นจะเป็นทะเลสาบธารน้ำแข็ง คันหิน หรือเขื่อนธรรมชาติจากดินถล่มเมื่อแนวกั้นพัง มวลน้ำมหาศาลจะถูกปลดปล่อยออกมาในเวลาอันรวดเร็ว และยิ่งไหลผ่านพื้นที่ลาดชัน มวลน้ำก็สามารถพัดพาเอาหิน ดิน ต้นไม้ และเศษซากต่าง ๆ ลงไปเพิ่มพลังการทำลายล้างได้สิ่งที่ทำให้สถานการณ์มีความซับซ้อนมากขึ้น คือพื้นที่ภูเขาสูงจำนวนมากกำลังเผชิญกับผลกระทบจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นและการเปลี่ยนแปลงของธารน้ำแข็งข้อมูลจาก IPCC ชี้ว่า การสูญเสียมวลของธารน้ำแข็งทั่วโลกได้เร่งตัวขึ้น ขณะเดียวกัน จำนวน พื้นที่ และปริมาตรของทะเลสาบธารน้ำแข็งทั่วโลกก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา
เมื่อธารน้ำแข็งละลายมากขึ้น พื้นที่ภูเขาสูงจึงอาจเผชิญความเสี่ยงใหม่ ทั้งจากทะเลสาบธารน้ำแข็งที่ขยายตัว ความไม่เสถียรของมวลน้ำแข็ง และการพังทลายของภูมิประเทศ
อย่างไรก็ตาม สำหรับเหตุการณ์เนปาล-ทิเบตครั้งนี้สาเหตุและกลไกทั้งหมดของภัยพิบัติยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบแต่รูปแบบของการถล่ม การกีดขวางลำน้ำ และการปลดปล่อยมวลน้ำอย่างรวดเร็ว กำลังสะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงของภัยพิบัติฉับพลันในพื้นที่ภูเขาสูงที่โลกต้องจับตา
จากภูเขาถล่ม สู่เขื่อนธรรมชาติ และจบลงด้วยมวลน้ำโคลนมหาศาลที่ทะลักลงหุบเขาเหตุการณ์เนปาล-ทิเบตครั้งนี้ตอกย้ำว่า ภัยพิบัติในพื้นที่ภูเขาสูงสามารถเกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ได้ภายในเวลาอันรวดเร็วและในวันที่ธารน้ำแข็งทั่วโลกกำลังเปลี่ยนแปลงจากอุณหภูมิที่สูงขึ้น ความเสี่ยงจาก “น้ำที่ถูกกักไว้บนภูเขา”อาจกลายเป็นอีกหนึ่งสัญญาณเตือนสำคัญของโลกที่ต้องเฝ้าระวังต่อไป
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
