ส.อ.ท.กาง3"ฉากทัศน์"ผลกระทบน้ำมันพุ่ง

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ภาคอุตสาหกรรมมีความกังวลต่อสถานการณ์น้ำมันในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะปริมาณสำรองว่าจะเพียงพอหรือไม่ ซึ่งได้รับการยืนยันจากกรมธุรกิจพลังงาน และกระทรวงพลังงานว่า ประเทศไทยมีสต็อกน้ำมันเพียงพอแน่นอน 60-61 วัน
อย่างไรก็ตาม การสื่อสารดังกล่าวกลับทำให้ประชาชนบางส่วนเข้าใจคลาดเคลื่อน จนเกิดการแห่เติมน้ำมันเต็มถังและกักตุน ส่งผลให้ความต้องการใช้ (ดีมานด์) พุ่งสูงขึ้นในระยะสั้น
ส่วนการที่รัฐบาลได้ขยายเพดานราคาดีเซลเป็น 33 บาทต่อลิตร ประเมินว่า หากราคายังไม่เกินระดับดังกล่าว ธุรกิจยังสามารถบริหารจัดการได้ แต่หากปรับตัวสูงกว่านี้จะส่งผลให้ต้นทุนขนส่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 5-12 และอาจผลักดันราคาสินค้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 3-5
โดยส.อ.ท. ได้ประเมินผลกระทบจากราคาน้ำมันผ่าน 3 ฉากทัศน์ ได้แก่ กรณีปรับขึ้น 1-2 บาทต่อลิตร ต้นทุนขนส่งจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 3-5 และราคาสินค้าเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
ส่วนกรณีปรับขึ้น 2-4 บาทต่อลิตร ต้นทุนขนส่งจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 5-12 และราคาสินค้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 3-5 พร้อมแรงกดดันเงินเฟ้อจากต้นทุน (Cost-Push Inflation) / และกรณีรุนแรง หากปรับขึ้นมากกว่า 4 บาทต่อลิตร จะกระทบใกล้เคียงวิกฤตราคาน้ำมันปี 2565-2566 ที่ต้นทุนขนส่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 15-20 ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 6-8 และค่าไฟฟ้าเอฟทีพุ่งถึง 5.16 บาทต่อหน่วย
อย่างไรก็ตาม ระดับราคาดีเซลที่ไม่เกิน 33 บาทต่อลิตร ยังถือว่าอยู่ในกรอบที่ภาคอุตสาหกรรมรับได้ แต่หากเกิน 35 บาทต่อลิตร อาจเกินขีดความสามารถในการรับมือ และส่งผลให้ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ ส.อ.ท. ยังเตือนว่า หากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับขึ้นไปที่ 120-125 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อาจทำให้ GDP ไทยลดลงเหลือ ร้อยละ 1.3 และหากสูงถึง 140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อาจลดลงเหลือประมาณ ร้อยละ 1.1 โดยผลกระทบจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาความยืดเยื้อของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเป็นสำคัญ
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
