รีเซต

“เอลนีโญ” ลากยาวถึงปี 70 ทำปีนี้ร้อนจัด-ฝนมาช้า-แล้งยาว

“เอลนีโญ” ลากยาวถึงปี 70 ทำปีนี้ร้อนจัด-ฝนมาช้า-แล้งยาว
TNN ช่อง16
17 เมษายน 2569 ( 09:30 )
28

สถานการณ์สภาพอากาศของไทยในปี 2569 กำลังส่งสัญญาณเปลี่ยนผ่านสำคัญ เมื่อแนวโน้มการเกิด “เอลนีโญ” เริ่มชัดเจนมากขึ้น และมีโอกาสยกระดับความรุนแรงในช่วงปลายปี สะท้อนความเสี่ยงด้านภัยแล้ง อุณหภูมิสูง และปัญหาฝุ่นพิษที่อาจรุนแรงต่อเนื่องถึงปีหน้า ผู้เชี่ยวชาญแนะทุกภาคส่วนเร่งวางแผนบริหารจัดการน้ำและเตรียมรับมืออย่างรอบคอบ


ข้อมูลจากเพจของ รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญมีแนวโน้มจะเริ่มก่อตัวในช่วงเดือนมิ.ย.69 และจะต่อเนื่องไปจนถึงต้นปี 2570 โดยจะทำจุดสูงสุดช่วงเดือนธ.ค. 69 - ม.ค. 70 และโอกาสเกิดเอลนีโญกำลังระดับรุนแรงถึงรุนแรงมากเพิ่มเป็น 51% และ 25% ตามลำดับ


ฝนมาช้า–กระจายไม่สม่ำเสมอ เสี่ยงแล้งหลายพื้นที่


ภาพรวมฤดูฝนปีนี้มีแนวโน้มมาช้ากว่าปกติ โดยในช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 ปริมาณฝนจะต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในเกือบทุกภูมิภาค ยกเว้นภาคใต้ตอนล่าง ก่อนที่ในเดือนมิถุนายน ปริมาณฝนจะมีแนวโน้มมากกว่าค่าเฉลี่ยปกติเล็กน้อย

อย่างไรก็ตาม การกระจายตัวของฝนยังคงไม่สม่ำเสมอ เดือนกรกฎาคมฝนโดยรวมใกล้เคียงค่าเฉลี่ย แต่บางพื้นที่ เช่น ภาคอีสานตอนล่างและภาคตะวันออก อาจมีฝนน้อยกว่าปกติ ขณะที่เดือนสิงหาคมมีแนวโน้มฝนมากกว่าค่าเฉลี่ยในบางจังหวัดของภาคเหนือและด้านตะวันตกของประเทศไทย เช่น แม่ฮ่องสอน ตาก และกาญจนบุรี ซึ่งต้องเฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน

ในช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคม ปริมาณฝนในหลายพื้นที่โดยเฉพาะภาคใต้และภาคตะวันตก จะต่ำกว่าค่าเฉลี่ยต่อเนื่อง โดยภาคใต้มีแนวโน้มฝนน้อยกว่าปกติยาว 3 เดือนติดต่อกัน (สิงหาคม–ตุลาคม) สะท้อนความเสี่ยงขาดแคลนน้ำที่ต้องบริหารจัดการล่วงหน้า


ร้อนกว่าค่าปกติทั้งปี โลกเสี่ยงทุบสถิติใหม่


ส่วนในด้านอุณหภูมิ ผลพยากรณ์จากหลายสำนักทั่วโลกชี้ตรงกันว่า ประเทศไทยจะเผชิญสภาพอากาศ “ร้อนกว่าค่าเฉลี่ยปกติ” อย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงตุลาคม 2569 และอาจต่อเนื่องยาวนาน

ขณะเดียวกัน องค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐฯ (NOAA) ประเมินว่า ปี 2569 มีโอกาสสูงถึง 98.4% ที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะติดอันดับ 1 ใน 5 ปีที่ร้อนที่สุดในรอบ 176 ปี สะท้อนแนวโน้มภาวะโลกร้อนที่ทวีความรุนแรงขึ้น


ภาคใต้เผชิญความเสี่ยงซ้อน ภัยแล้ง–ฝุ่นพิษข้ามแดน


อีกหนึ่งประเด็นที่ต้องจับตา คือสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งคาดว่าจะได้รับผลกระทบจากหมอกควันข้ามแดนจากอินโดนีเซียในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน 2569 โดยฝุ่นดังกล่าวถูกจัดเป็นสารก่อมะเร็งในกลุ่มที่ 1

นอกจากนี้ ในช่วงต้นปี 2570 (มกราคม–เมษายน) สถานการณ์ฝุ่นมีแนวโน้มรุนแรงกว่าปีนี้ เนื่องจากเอลนีโญที่มีกำลังแรงขึ้น ส่งผลให้สภาพอากาศแห้งและเอื้อต่อการสะสมของมลพิษ


ดังนั้น ภายใต้สภาวะ “โลกรวน” (climate change) ที่มีความผันผวนสูง การติดตามข้อมูลพยากรณ์อากาศอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากแบบจำลองใหม่มีความแม่นยำมากขึ้น และอาจมีการปรับเปลี่ยนจากข้อมูลเดิม

ทั้งนี้ ภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และภาคครัวเรือน ควรเตรียมแผนบริหารจัดการน้ำล่วงหน้า โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงแล้งซ้ำซาก และพื้นที่ที่ต้องพึ่งพาน้ำฝนเป็นหลัก ขณะเดียวกัน หน่วยงานรัฐควรเร่งวางมาตรการรองรับทั้งภัยแล้ง น้ำท่วมเฉพาะจุด และปัญหามลพิษทางอากาศที่อาจเกิดขึ้นควบคู่กัน

สถานการณ์ปีนี้จึงไม่ใช่เพียง “ปีร้อน” แต่เป็นบททดสอบสำคัญของการปรับตัวต่อความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ ที่ทุกภาคส่วนต้องเตรียมพร้อมรับมืออย่างจริงจังและต่อเนื่อง

 

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง