“ที่สุดแห่งปี” กับก้าวสำคัญของ “บิทคอยน์”

เมื่อพูดถึงคริปโทเคอร์เรนซีในปี 2568 ที่ผ่านมา ชื่อของ “บิทคอยน์” คงเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่ถูกพูดถึงมากที่สุด ด้วยการทะยานขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่ตลอดกาลได้อีกครั้ง ในระดับที่สูงกว่า 125,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1 บิทคอยน์ หรือเกือบ 4 ล้านบาท
“บิทคอยน์” ที่ใครหลายๆคนจับตาว่านี่คือ “ทองคำแห่งอนาคต” จากจุดเริ่มต้นในปี 2009 ที่โลกใบนี้ได้รู้จักกับสินทรัพย์ดิจิทัลที่ชื่อว่า “บิทคอยน์” หรือที่บางคนตั้งชื่อให้มันว่า “เหรียญมหัศจรรย์” บ้างก็บอกว่าเป็น “เหรียญเปลี่ยนชีวิต” เป็นเวลาเพียง 16 ปีเท่านั้นที่สินทรัพย์นี้ก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญในระบบการลงทุนของโลก ซึ่งถือได้ว่าเป็นสินทรัพย์ที่มีอายุน้อยมากที่สุดในโลกสินทรัพย์หนึ่ง เมื่อเทียบกับการได้รับการยอบรับจากระบบการเงินโลก
บิทคอยน์ก้าวขึ้นมามีบทบาทอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะในปี 2568 นักลงทุนจำนวนไม่น้อย ทั้งนักลงทุนสถาบัน นักลงทุนรายย่อย ต่างก็มีความต้องการในการถือครองบิทคอยน์ ซึ่งมีตัวเลขจาก Triple A องค์กรที่เก็บข้อมูลด้านธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล ระบุว่ามีประชากรโลกมากกว่า 560 ล้านคนที่ถือครองคริปโทเคอร์เรนซี
นับตั้งแต่ปี 2011 บิทคอยน์สร้างผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีสูงถึงราว 600% มากกว่าสินทรัพย์ลงทุนใดในโลก ไม่ว่าจะเป็น S&P500 ที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยราว 11% และทองคำที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยราว 7-8% ต่อปี
ในปี 2568 ก็เช่นเดียวกัน ราคาบิทคอยน์เริ่มต้นศักราชด้วยราคาเปิดที่ 93,400 ดอลลาร์สหรัฐต่อบิทคอยน์ ก่อนที่จะปรับตัวลดลงในช่วงแรก หลังจากความไม่แน่นอน และความกังวลในการประกาษใช้ “มาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้” โดยราคาบิทคอยน์ปรับตัวลดลงมาทำจุดต่ำสุดของปีที่ 74,565 ดอลลาร์สหรัฐต่อบิทคอยน์ แต่หลังจากนั้นราคาบิทคอยน์ก็เข้าสู่ช่วงแรลลี่ขาขึ้นอย่างชัดเจนแ ละนั่นก็สามารถทำให้ราคาบิทคอยน์สามารถทำจุดสูงสุดใหม่ครั้งแรกได้ในวันที่ 22 พฤษถาคม 2568 ด้วยราคา 112,006 ดอลลาร์สหรัฐต่อบิทคอยน์
ซึ่งต่อมาบิทคอยน์ได้ผ่านเหตุการณ์ที่สำคัญ ๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยที่สนับสนุนราคาของบิทคอยน์ให้พุ่งทยานอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการที่วุฒิสภาสหรัฐฯ มีมติผ่านร่างกฎหมายสำคัญในช่วงเดือนมิถุนายน เพื่อจัดตั้งกรอบกำกับดูแลเหรียญสเตเบิลคอยน์ หรือคริปโทเคอร์เรนซีที่มีการตรึงมูลค่ากับดอลลาร์สหรัฐ หรือ GENIUS Act และ CLARITY Act ที่ได้รับเสียงสนับสนุนจากทั้งสองพรรคการเมือง โดยถือเป็นพัฒนาการที่สำคัญของอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
โดยภายใต้ร่างกฎหมาย GENIUS Act และ CLARITY Act นั้น มีการกำหนดให้เหรียญสเตเบิลคอยน์ต้องมีสินทรัพย์สภาพคล่องหนุนหลัง เช่น ดอลลาร์สหรัฐ หรือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะสั้น อีกทั้งผู้ออกเหรียญจะต้องเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสินทรัพย์สำรองต่อสาธารณชนเป็นรายเดือน ทำให้ราคาบิทคอยน์สามารถทำจุดสูงสุดใหม่ได้อีกครั้งในวันที่ 14 กรกฎาคม 2568 ด้วยราคา 123,217 ดอลลาร์สหรัฐต่อบิทคอยน์
จนมาถึงการทำจุดสูงสุดใหม่ตลาดกาล หรือ All Time High ที่ 126,230 ดอลลาร์สหรัฐต่อบิทคอยน์ ในวันที่ 25 ตุลาคม 2568 จากความกดดันของการ “ชัตดาวน์สหรัฐ” ที่สร้างความเสียหาย และตอกย้ำความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ภายใต้การนำของ “โดนัลด์ ทรัมป์”
ขณะที่ความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบันเองก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนราคาบิทคอยน์ในปี 2568 โดย Strategy ซึ่งเป็นบริษัทคลังสำรองบิตคอยน์ (Bitcoin Treasury Company) แห่งแรก และใหญ่ที่สุดในโลก ได้ประกาศปิดการเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะเป็นครั้งแรก (IPO) สำหรับหุ้นบุริมสิทธิแบบไม่มีวันครบกำหนด โดยนับเป็นการเสนอขายหุ้น IPO ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ ในปี 2568 อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในการเสนอขายหุ้นที่เกี่ยวข้องกับคริปโทเคอร์เรนซีครั้งใหญ่ที่สุดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาด้วย
สำหรับเงินที่ระดมทุนได้จากการทำ IPO ครั้งนี้มีมูลค่ารวมประมาณ 2.521 พันล้านดอลลาร์ โดย Strategy จะนำเงินดังกล่าวไปใช้ในการซื้อบิตคอยน์จำนวน 21,021 เหรียญที่ราคาเฉลี่ยประมาณ 117,256 ดอลลาร์ต่อเหรียญ ส่งผลให้ ณ วันที่ 29 ก.ค. 2568 Strategy มีบิตคอยน์รวมทั้งสิ้น 628,791 เหรียญ ซึ่งซื้อสะสมมาในมูลค่ารวมราว 4.68 หมื่นล้านดอลลาร์ คิดเป็นต้นทุนเฉลี่ยต่อเหรียญประมาณ 73,227 ดอลลาร์
ทางด้านของธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ของสหรัฐฯ หลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น เจพีมอร์แกน เชส (JPMorgan Chase), แบงก์ ออฟ อเมริกา (Bank of America), ซิตี้กรุ๊ป (Citigroup) และ เวลส์ ฟาร์โก (Wells Fargo) ก็ได้ร่วมกันศึกษาความเป็นไปได้ในการออกเหรียญสเตเบิลคอยน์ร่วมกัน ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับนักลงทุนคริปโทฯ ในการโยกย้ายเงินระหว่างโทเคนต่าง ๆ อย่างรวดเร็วและมีเสถียรภาพ ย้ำจุดยืนในการสนับสนุนคริปโทเคอร์เรนซี ที่สามารถช่วยพัฒนาระบบการเงิน และเพิ่มบทบาทของดอลลาร์สหรัฐในระดับโลก
ขณะเดียวกัน “ฮ่องกง” ที่ถือว่าเป็นศูนย์กลางทางการเงินที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก ก็มีการสนับสนุนบทบาทบิทคอยน์ต่อระบบการเงินที่ชัดเจนมากขึ้น ภายหลังจากสภานิติบัญญัติแห่งเขตบริหารพิเศษฮ่องกง (HKSAR) ได้ผ่านร่างกฎหมายควบคุมสเตเบิลคอยน์ (Stablecoins Bill) ซึ่งเป็นการวางกรอบการออกใบอนุญาตสำหรับผู้ออกสเตเบิลคอยน์ที่อ้างอิงกับสกุลเงินเฟียตในฮ่องกง
ซึ่งกฎหมายฉบับนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับกรอบกำกับดูแลกิจกรรมเกี่ยวกับสินทรัพย์เสมือนของฮ่องกง ส่งเสริมเสถียรภาพทางการเงิน และสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมทางการเงิน และยังเป็นการยกระดับมาตรฐานกำกับดูแลระดับสากล และถือเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาตลาดสินทรัพย์เสมือนของฮ่องกงให้เติบโตอย่างมั่นคงอีกด้วย
ขณะที่ความเคลื่อนไหวสำคัญในประเทศไทยต่อบิทคอยน์ในปี 2568 ก็มีทิศทางการสนับสนุนที่ชัดเจนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกาารขยายมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการเป็นศูนย์กลางสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Hub) ของโลก ด้วยการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับกำไรส่วนทุน (Capital Gains) จากการขายสินทรัพย์ดิจิทัลผ่าน ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Exchange), นายหน้าซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Broker) และผู้ค้าสินทรัพย์ดิจิทัล (Dealer)
โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2572 เพื่อสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการเงิน (Financial Hub) ของโลก แต่ถนนของบิทคอยน์ก็ไม่ได้ราบเรียบสวยงามเท่าไหร่นัก หลังจากที่ผ่านการทำจุดสูงสุดใหม่ตลอดกาลไปแล้ว ราคาบิทคอยน์ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องลงมาแตะระดับต่ำสุดหลักจากทำจุดสูงสุดใหม่ที่ 80,559 ดอลลาร์สหรัฐต่อบิทคอยน์ในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งถือว่าเป็นการปรับตัวลดลงมากที่สุดในรอบ 7 เดือน
ท่ามกลางตลาดหุ้นที่ร่วงลงอย่างหนัก ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวทำให้นักลงทุนหลีกเลี่ยงการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง และทำให้ราคาบิตคอยน์มีความเปราะบางต่อการเผชิญภาวะขาลง ส่งผลตลาดคริปโทเคอร์เรนซีเผชิญกับความยากลำบากในการฟื้นตัว หลังจากที่ถูกกระหน่ำขายออกมาอย่างหนักในช่วงต้นเดือนต.ค. และทำให้มูลค่าตลาดหายไปกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์
ปี 2568 ถือว่าเป็นอีกหนึ่งปีที่เป็นที่สุดแห่งปีของบิทคอยน์ ที่ถึงแม้ว่าราคาจะสามารถทำจุดสูงสุดใหม่ตลอดกาลได้ แต่ก็มีปัจจัยที่เข้ามากดดันทำให้ราคาปรับตัวลดลงมากว่า 30% แต่ก็ต้องยอมรับว่า บิทคอยน์ได้เข้ามามีบทบาทที่สำคัญต่อระบบการเงินโลก และพิสูจน์ความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั่วโลกได้เห็น ปี 2569 คงเป็นอีกหนึ่งปีที่มีความท้าทาย บิทคอยน์จะกลับมาบินสูงได้อีกครั้ง คงเป็นคำถามที่ต้องติดตามหาคำตอบกันต่อไป
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
