รีเซต

“ทองคำ” สุดยอดสินทรัพย์ “ที่สุดแห่งปี”

“ทองคำ” สุดยอดสินทรัพย์ “ที่สุดแห่งปี”
TNN ช่อง16
2 มกราคม 2569 ( 09:00 )
9

ทองคำ สินทรัพย์ที่ร้อนแรงที่สุดแห่งปี ราคาสามารถทำจุดสูงสุดใหม่ตลอดกาลได้มากกว่า 40 ครั้ง สร้างความสนใจ และกระแสการลงทุนให้กับนักลงทุนทั่วโลก ส่งผลให้กลายเป็นหนึ่งในปีที่มีปริมาณการซื้อขายทองคำสูงที่สุดทั่วโลก

“ทองคำ” สินทรัพย์ลงทุนที่ร้อนแรงมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เปิดศักราชปี 2568 โดยราคาทองคำเปิดในปี 2568 ที่ 2,623 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ ก่อนที่จะทำจุดสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง จากปัจจัยความไม่แน่นอนจากการเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาเป็นสมัยที่ 2 ของโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งสร้างความปั่นป่วนให้กับระบบเศรษฐกิจไปทั่วโลก จากการประกาศใช้มาตรการภาษีศุลการกรตอบโต้ หรือที่ถูกเรียกกันทั่วไปว่า “ภาษีทรัมป์” ในวันที่ 2 เมษายน 2568

ซึ่งมาตรการนี้เองเป็นเหมือนเชื้อไฟที่เร่งให้ราคาทองคำทะยานสู่จุดสูงสุดใหม่อย่างที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน โดยภายหลังจากการประกาศมาตรการภาษีทรัมป์ที่กลับขยายวงกว้างไปทุกประเทศทั่วโลก รวมถึงมีการประกาศอัตราภาษีที่จะเรียกเก็บสูงกว่าการคาดการณ์ และท่าทีของสหรัฐฯก็มีความแข็งกร้าวมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะกับขั้วมหาอำนาจที่อยู่ตรงกันข้ามอย่าง “จีน” ทำให้เพียง 3 สัปดาห์หลังจากการประกาศมาตรการภาษีทรัมป์ ราคาทองคำก็ทำจุดสูงสุดใหม่ที่ 3,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ ในวันที่ 22 เมษายน 2568


หลังจากนั้น ถึงแม้ว่าภาษีทรัมป์จะผ่านการเจรจา และสามารถบรรลุข้อตกลงการค้าได้กับหลายประเทศ ส่งผลให้ความรุนแรงของอัตราภาษีทุเลาเบาบางลง แต่ก็ไม่ได้ทำให้ราคาทองคำอ่อนแอลงแต่อย่างใด เนื่องจากอีกหนึ่งปัจจัยที่ยังคงสนับสนุนราคาทองคำอย่างความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงมีความรุนแรงในหลายพื้นที่ ทั้งคู่ขัดแย้งเก่าอย่างยูเครน และรัสเซียที่ยังไม่สามารถหาทางยุติได้ ส่วนความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล และปาเลสไตน์ มีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง รวมถึงขยายวงกว้างไปยังประเทศอื่นอย่างอิหร่าน


ขณะเดียวกันการอ่อนค่าลงของสกุลเงินดอลลาร์อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปีที่ระดับเกือบ 10% ซึ่งเป็นการ "อ่อนค่า” ครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2516 หรือมากกว่า 50 ปี และแรงกดดันต่อค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ น่าจะยังคงดำเนินต่อไป ทองคำจึงมีความโดดเด่นอย่างชัดเจนในฐานะเครื่องมือในการป้องกันเงินเฟ้อ และการลดลงของค่าเงิน และนักลงทุนทั่วโลกก็ยังคงมีคำถาม และความไม่เชื่อมั่นต่อสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และหนี้สินของรัฐบาลสหรัฐ ทำให้นักลงทุนหันไปหาสินทรัพย์อย่างทองคำ ที่ดูแล้วจะมีทิศทางที่สดใสกว่า


สะท้อนได้จากผู้กำหนดนโยบายทางการเงิน การคลังทั่วโลก ได้แสดงบทบาทที่ชัดเจนต่อทองคำ เนื่องจากธนาคารกลางในหลายประเทศทั่วโลกได้เพิ่มปริมาณการซื้อทองคำอย่างต่อเนื่อง โดยการถือครองทองคำของธนาคารกลางต่างชาติมีสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นจนสูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1996


ปัจจัยต่าง ๆ สนับสนุนให้ราคาทองคำทะยานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงต้นเดือนกันยายน 2568 ราคาทองคำก็ทำจุดสูงสุดใหม่อีกครั้งที่ 3,578 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ และพุ่งขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ได้อีกหลายสิบครั้งหลังจากนั้น จากความต้องการถือครองทองคำของทั้งนักลงทุนรายย่อย และสถาบัน รวมถึงธนาคารกลางในหลายประเทศ จากความต้องการกระจายความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ


โดยธนาคารกลางทั่วโลกยังคงซื้อทองคำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นในระดับเลขสองหลักเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา แม้ราคาทองคำจะสูงเป็นประวัติการณ์ก็ตาม เมื่อพิจารณาตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน การซื้อสุทธิรวมอยู่ที่มากกว่า 600 ตัน


ประกอบกับธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟด ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้งในเดือนกันยายน, ตุลาคม และธันวาคม 2568 ซึ่งแน่นอนว่าการลดอัตราดอกเบี้ยครั้งใหญ่ มักจะหมายถึงราคาทองคำที่เพิ่มสูงขึ้นสวนทาง เนื่องจากสินทรัพย์ปลอดภัย จะมีต้นทุนการถือครองที่ลดลง ส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ทำจุดสูงสุดใหม่รายวัน จนมาทำจุดสูงสุดใหม่ตลอดกาลอีกครั้งในวันที่ 20 ตุลาคม 2568 ที่ระดับ 4,381 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์


ก่อนที่ราคาทองคำจะสามารถทำจุดสูงสุดใหม่ตลอดกาลได้อีกครั้งก่อนที่จะสิ้นปี 2568 เพียงไม่กี่วัน ในวันที่ 29 ธันวาคม 2568 ที่ราคา 4,550 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ คิดเป็นการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นนับตั้งแต่ต้นปีที่ระดับ 74% ซึ่งถือว่าเป็นระดับการเพิ่มขึ้นสูงที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายสิบปีเลยทีเดียว ก่อนที่ราคาทองคำจะปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงในวันเดียวกัน ลงมาอยู่ที่ระดับ 4,331 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์


ขณะที่นักลงทุนรายย่อยทั่วโลกก็ทยอยเข้าสะสมทองคำอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ซึ่งการเติบโตที่สูงของความต้องการทองคำโดยรวมทั่วโลกมาจากทุกภาคส่วน เกิดจากความต้องการด้านการลงทุนที่เพิ่มขึ้น คิดเป็นมากกว่า 50% ของความต้องการทองคำสุทธิทั้งหมด โดยความต้องการทองคำแท่ง และเหรียญทองคำเพื่อการลงทุนทั่วโลกได้เพิ่มขึ้น 17% โดยเห็นได้ถึงการเติบโตในเกือบทุกตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศอินเดีย และจีน ขณะเดียวกันความต้องการของตลาดทองคำในภูมิภาคอาเซียนก็มีการเติบโตในลักษณะที่เป็นเลขสองหลัก


สำหรับเฉพาะประเทศไทยที่ถือว่าเป็นปะเทศที่มีการบริโภคทองคำสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก โดยสถานการณ์ และทิศทางความต้องการทองคำในประเทศไทยปี 2568 เติบโตอย่างต่อเนื่องจากปี 2567 ที่มีความต้องการทองคำของไทยเพื่อการบริโภคสูงถึง 49 ตัน ถือว่าเป็นอัตราการเติบโตที่สูงที่สุดในโลก


ส่งผลให้ความต้องการทองคำเพื่อการบริโภคของไทยอยู่ในอันดับที่ 10 ของโลก และอันดับที่ 4 ของเอเชีย และที่สำคัญประเทศไทยถือเป็นประเทศเดียวในโลกที่ความต้องการทองคำเพื่อการบริโภคเพิ่มขึ้นติดต่อกัน 4 ปี นับตั้งแต่เกิดการระบาดของโควิด-19 ในปี 2564-2567


ขณเดียวกันการซื้อขายแลกเปลี่ยนกองทุน หรือ ETF ทองคำ นักลงทุนทั่วโลกยังคงทยอยเพิ่มการลงทุนในกองทุนซื้อขายแลกเปลี่ยน ETF ทองคำ ที่มีทองคำแท่งเป็นสินทรัพย์อ้างอิงอย่างต่อเนื่อง คิดเป็นเงินไหลเข้าจากทั่วโลกรวมแล้วมากกว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่กองทุน ETF ทองคำมีการเพิ่มสถานะการถือครองรวมมากกว่า 500 ตัน โดยกองทุนที่จดทะเบียนในอเมริกาเหนือถือครองทองคำมากที่สุด ตามมาด้วยกองทุนในยุโรป และกองทุนในเอเชีย


ถึงแม้ว่าราคาทองคำจะปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 4,300 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ หลังจากทำจุดสูงสุดใหม่ตลอดกาลที่ 4,550 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าปี 2568 เป็นอีกหนึ่งปีที่เป็นที่สุดปีทองของราคาทองคำ และแนวโน้มในปี 2569 ก็ยังมีปัจจัยที่สนับสนุนราคาทองคำรออยู่ ซึ่งไม่แน่ว่าในปี 2569 อาจจะเป็นอีกปีทองของราคาทองคำก็เป็นได้ 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง