40 วันวิกฤตอากาศเชียงใหม่ ไฟป่าพุ่ง 800 จุด ฝุ่นพิษปกคลุมทั้งจังหวัด

สถานการณ์หมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในจังหวัดเชียงใหม่ยังคงอยู่ในระดับวิกฤตอย่างต่อเนื่อง หลังพบค่าฝุ่นเกินมาตรฐานสะสมยาวนานถึง 40 วัน นับตั้งแต่ต้นปี ขณะที่ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดไฟป่ารุนแรง ส่งผลให้จุดความร้อนพุ่งสูงกว่า 800 จุด สะท้อนวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่ยังคงกดดันคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่อย่างหนัก
ไฟป่าปะทุทั่วพื้นที่ จุดความร้อนทะลุ 800 จุด
รายงานจากศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) จังหวัดเชียงใหม่ ระบุว่า ตั้งแต่ช่วงวันหยุดเสาร์–อาทิตย์ต่อเนื่องจนถึงเช้าวันนี้ พบจุดความร้อนจากไฟป่ารวมกันถึง 822 จุด โดยสาเหตุสำคัญมาจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด อุณหภูมิสูงถึง 39 องศาเซลเซียส ส่งผลให้เกิดไฟป่าในพื้นที่ป่าลึก กลางป่า บริเวณทางลาดชัน และจุดหน้าผา ซึ่งหลายพื้นที่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าถึงได้โดยตรง
แม้เจ้าหน้าที่จะเร่งดำเนินการทำแนวกันไฟเพื่อป้องกันการลุกลาม แต่จำนวนจุดความร้อนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สถานการณ์ฝุ่นควันยืดเยื้อ
ข้อมูลจุดความร้อนจาก GISTDA ประจำวันที่ 20 เมษายน 2569 รอบเช้า พบว่า จังหวัดเชียงใหม่มีจุดความร้อนกระจายใน 20 อำเภอ จากทั้งหมด 25 อำเภอ รวม 237 จุด โดยพื้นที่ที่พบมากที่สุด ได้แก่ อำเภอฮอด 60 จุด อำเภอแม่แจ่ม 46 จุด และอำเภอพร้าว แม่แตง และแม่ออน อำเภอละ 16 จุด
หากนับสะสมตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 19 เมษายน 2569 จังหวัดเชียงใหม่พบจุดความร้อนรวมแล้ว 10,169 จุด
ฝุ่นพิษพุ่งติดอันดับโลก
สถานการณ์คุณภาพอากาศยังคงน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง โดยข้อมูลแบบเรียลไทม์ช่วงเวลา 08.00–09.00 น. จากเว็บไซต์ IQAir ซึ่งจัดอันดับเมืองที่มีคุณภาพอากาศแย่ที่สุดของโลก พบว่า เขตเทศบาลนครเชียงใหม่มีค่าดัชนีคุณภาพอากาศ (US AQI) สูงถึง 167 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ติดอันดับ 2 ของโลกในช่วงเวลาดังกล่าว
ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากระบบติดตามฝุ่น PM2.5 ของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ผ่านแอปพลิเคชันเช็คฝุ่น เมื่อเวลา 09.00 น. ระบุว่า ทั้ง 25 อำเภอของจังหวัดเชียงใหม่ยังคงมีค่าฝุ่น PM2.5 เกินค่ามาตรฐาน 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรทั้งหมด
แบ่งเป็นพื้นที่ระดับสีแดง 14 อำเภอ และระดับสีส้ม 11 อำเภอ โดยมีค่าฝุ่นอยู่ในช่วง 64.2–121.6 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
พื้นที่ที่มีค่าฝุ่นสูงเกิน 100 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร พบ 2 อำเภอ ได้แก่
อำเภอแม่แจ่ม 121.6 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
อำเภอจอมทอง 106.3 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
ส่วนอำเภอกัลยาณิวัฒนา วัดได้ 99.4 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ขณะที่อำเภอเมืองเชียงใหม่วัดได้ 72.4 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
วิกฤตยืดเยื้อ กระทบสุขภาพและเศรษฐกิจ
การที่จังหวัดเชียงใหม่เผชิญค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐานต่อเนื่องยาวนานถึง 40 วัน นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมจนถึงปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นว่าวิกฤตหมอกควันภาคเหนือยังคงเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยากต่อการแก้ไขในระยะสั้น
นอกจากผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจแล้ว สถานการณ์ดังกล่าวยังส่งผลต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวสำคัญของประเทศไทย
ขณะที่เจ้าหน้าที่ภาครัฐยังคงต้องเฝ้าระวังไฟป่าอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะในพื้นที่ภูเขาและป่าลึกที่เข้าถึงได้ยาก เนื่องจากหากยังมีการเกิดไฟป่าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ก็มีแนวโน้มสูงที่สถานการณ์ฝุ่นควันในภาคเหนือจะยืดเยื้อไปอีกระยะหนึ่ง
ท่ามกลางตัวเลขจุดความร้อนที่ยังพุ่งสูงและค่าฝุ่นที่ยังคงปกคลุมทั้งจังหวัด วิกฤตอากาศของเชียงใหม่จึงยังไม่อาจคลี่คลายได้ง่าย และอาจกลายเป็นบททดสอบสำคัญของการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทยในระยะยาว.
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
