รีเซต

ทองคำฟื้นตัวเป็นขาขึ้น ปีนี้อาจพุ่งแตะ 5,000 ดอลลาร์

ทองคำฟื้นตัวเป็นขาขึ้น ปีนี้อาจพุ่งแตะ  5,000 ดอลลาร์
TNN ช่อง16
27 สิงหาคม 2569 ( 13:37 )
6

ฮั่วเซ่งเฮง (HSH) คาดเป้าหมายทองคำปีนี้อาจพุ่งแตะ 4,900 – 5,000 ดอลลาร์ หลังราคากลับสู่ขาขึ้น โดยแนะนำให้จับตา Treasury Buyback และหนี้สหรัฐฯ ที่พุ่งทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์ ท่ามกลางแรงซื้อทองคำจากธนาคารกลางและนักลงทุนที่เริ่มกลับมาฟื้นตัว ขณะที่ Gold ETF ส่งสัญญาณเชิงบวกจากกระแสเงินลงทุนที่ไหลกลับเข้าสู่ตลาด โดยปัจจัยด้านเสถียรภาพทางการคลังของสหรัฐฯ อาจมีบทบาทสำคัญต่อแนวโน้มทองคำในระยะกลางถึงระยะยาว ด้านการประชุม Jackson Hole ระหว่างวันที่ 27-29 สิงหาคม ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ตลาดจับตา เพื่อประเมินสัญญาณทิศทางดอกเบี้ยและนโยบายการเงินของเฟด ก่อนเข้าสู่การประชุม FOMC เดือนกันยายน ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญต่อทิศทาง Bond Yield ค่าเงินดอลลาร์ และราคาทองคำในระยะถัดไป

 

1) สหรัฐฯ เพิ่มวงเงินซื้อคืนพันธบัตรระยะยาว ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ตลาดจับตาคือการที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศเพิ่มขนาดโครงการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว (Treasury Buyback) โดยเพิ่มวงเงินสูงสุดต่อครั้งจาก 2 พันล้านดอลลาร์ เป็นอย่างน้อย 4 พันล้านดอลลาร์ ครอบคลุมพันธบัตรอายุ 10-20 ปี และ 20-30 ปี ตั้งแต่วันที่ 9 กันยายนถึง 4 พฤศจิกายน 2569

 

มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายสนับสนุนสภาพคล่องและการทำงานของตลาดพันธบัตรระยะยาว ท่ามกลางแรงขายจากความกังวลด้านเงินเฟ้อ หนี้รัฐบาล และทิศทางนโยบายการเงิน ทั้งนี้ Treasury Buyback ไม่ใช่มาตรการ QE เนื่องจากไม่ได้เป็นการสร้างเงินหรือขยายงบดุลของเฟด

 

แม้ว่าวงเงินซื้อคืนจะไม่สูงเมื่อเทียบกับขนาดตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ แต่มีส่วนช่วยลดแรงกดดันต่อ Bond Yield ระยะยาวในช่วงแรก ซึ่งเป็นบวกต่อทองคำผ่านต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือครองทองที่ลดลง

 

2) หนี้สหรัฐฯ ทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์ เพิ่มแรงกังวลด้านการคลัง โดยปัจจัยสำคัญคือหนี้รัฐบาลสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นเหนือ 40 ล้านล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรก ท่ามกลางการขาดดุลงบประมาณและภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

ในระยะสั้น ความต้องการระดมทุนจำนวนมากของรัฐบาลอาจเพิ่มอุปทานพันธบัตรและผลักดัน Bond Yield ให้สูงขึ้น ซึ่งเป็นแรงกดดันต่อทองคำ แต่ในระยะกลางถึงระยะยาว หากตลาดเริ่มตั้งคำถามต่อความยั่งยืนทางการคลังและภาระดอกเบี้ย ความต้องการกระจายความเสี่ยงออกจากสินทรัพย์สกุลดอลลาร์อาจเพิ่มขึ้น และเป็นปัจจัยสนับสนุนทองคำ

 

ฮั่วเซ่งเฮง จึงมองว่าหนี้สหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นอาจกดดันทองผ่าน Bond Yield ในระยะสั้น แต่เป็นปัจจัยสนับสนุนเชิงโครงสร้างต่อทองคำในระยะยาว หากความกังวลด้านเสถียรภาพทางการคลังเพิ่มขึ้น

 

3) แรงซื้อธนาคารกลางและนักลงทุนยังหนุนทองคำ โดยข้อมูลจาก World Gold Council ระบุว่า ความต้องการทองคำทั่วโลกในไตรมาส 2 ปี 2569 รวมตลาด OTC อยู่ที่ 1,269 ตัน ส่งผลให้ความต้องการทองคำช่วงครึ่งปีแรกเพิ่มขึ้น 2% สู่ 2,522 ตัน คิดเป็นมูลค่าราว 3.8 แสนล้านดอลลาร์

 

แรงซื้อจากธนาคารกลางยังเป็นหนึ่งในเสาหลักของตลาด โดยธนาคารกลางซื้อทองคำสุทธิ 289 ตัน ในไตรมาส 2 เพิ่มขึ้น 62% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ 45% ของธนาคารกลางที่ตอบแบบสำรวจของ World Gold Council ระบุว่ามีแผนเพิ่มทองคำสำรองในช่วง 12 เดือนข้างหน้า

 

ด้าน Gold ETF เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว โดยเดือนกรกฎาคมมีเงินไหลเข้าสุทธิประมาณ 3 พันล้านดอลลาร์ ทำให้ปริมาณทองคำที่กองทุนทั่วโลกถือครองเพิ่มขึ้น 23 ตัน สู่ระดับ 4,068 ตัน หลังจากมีเงินไหลออกติดต่อกันในช่วงสองเดือนก่อนหน้านี้ ซึ่งสะท้อนว่า แม้ราคาทองคำอยู่ในระดับสูง แต่ความต้องการจากทั้งธนาคารกลางและนักลงทุนยังเป็นแรงสนับสนุนสำคัญของตลาด

 


นอกจากนี้ อีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญที่ตลาดจับตาคือการประชุมเศรษฐกิจประจำปีที่ Jackson Hole ระหว่างวันที่ 27-29 สิงหาคม ภายใต้หัวข้อ Financial Innovation: Implications for Payments and Policy หรือ นวัตกรรมทางการเงิน: ผลกระทบต่อระบบการชำระเงินและนโยบาย ซึ่งเป็นหัวข้อที่น่าสนใจ และสอดคล้องกับระบบการเงินสมัยใหม่ โดยอาจเกี่ยวข้องกับ stablecoins, digital payments, cryptocurrencies, tokenization และ CBDC หรือสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง รวมทั้งคำถามว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะส่งผลต่อการดำเนินนโยบายการเงินของเฟดอย่างไร ท่ามกลางเงินเฟ้อที่อยู่สูงกว่าเป้าหมาย 2% ของเฟด, อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวที่ดีดตัวขึ้น ขณะที่หนี้ของรัฐบาลสหรัฐพุ่งทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์

 

ซึ่งหาก เควิน วอร์ช ประธานเฟดส่งสัญญาณยกเลิกการใช้ Forward Guidance (การชี้นำทิศทางนโยบายล่วงหน้า) และงดการส่งคาดการณ์ดอกเบี้ยใน Dot Plot ตลาดอาจต้องหันกลับมาติดตามและให้ความสำคัญกับการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ มากยิ่งขึ้น ดังนั้นการกล่าวสุนทรพจน์ของวอร์ชในครั้งนี้ หากมีแนวทางผ่อนคลายมากกว่าที่ตลาดคาด อาจช่วยลดแรงกดดันต่อ Bond Yield และค่าเงินดอลลาร์ ซึ่งเป็นบวกต่อทองคำ แต่หากยังให้น้ำหนักกับความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและส่งสัญญาณคงนโยบายการเงินที่เข้มงวด ตลาดทองคำอาจเผชิญความผันผวนอีกครั้ง

 


 

ฮั่วเซ่งเฮง ประเมินว่าภาพทางเทคนิคของทองคำปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หลังราคาสามารถ Breakout ผ่านแนวต้านสำคัญบริเวณ 4,500-4,515 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นบริเวณเส้น SMA200 ส่งผลให้แนวโน้มระยะกลางถึงระยะยาวกลับมาเป็นบวกมากขึ้น อย่างไรก็ตาม หลังราคาปรับขึ้นเกือบ 600 ดอลลาร์ภายในเดือนเดียว นักลงทุนควรระมัดระวังแรงขายทำกำไรและความผันผวนระยะสั้น โดยเฉพาะช่วงก่อน Jackson Hole และการประชุม FOMC เดือนกันยายน

 

ทั้งนี้ ฮั่วเซ่งเฮงยังคงเป้าหมายราคาทองคำปี 2569 ที่ 4,900-5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือราคาทองคำไทยประมาณ 74,000-75,000 บาทต่อบาททองคำ โดยมองว่าการย่อตัวของราคาเป็นจังหวะที่น่าทยอยสะสม หากโครงสร้างราคายังคงรักษาแนวโน้มขาขึ้น

 

สำหรับกลยุทธ์ระยะสั้น ประเมินโซน 4,425-4,455 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือราคาทองคำไทยประมาณ 69,150-69,450 บาทต่อบาททองคำ ซึ่งเป็นบริเวณที่น่าจับตาหากราคาปรับฐาน โดยนักลงทุนไทยควรติดตามทิศทางค่าเงินบาทควบคู่กันไป โดยในระยะต่อไป ทิศทางทองคำจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับนโยบายดอกเบี้ยของเฟดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องจับตาทั้ง Bond Yield ค่าเงินดอลลาร์ ความเสี่ยงด้านหนี้สหรัฐฯ กระแสเงินลงทุนใน Gold ETF และแรงซื้อจากธนาคารกลาง ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดว่า การฝ่าทะลุ SMA200 ในครั้งนี้จะสามารถต่อยอดสู่รอบขาขึ้นระยะยาวได้มากเพียงใด

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง