รีเซต

ราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูง กระทบไทยแค่ไหน? สินค้าจะขึ้นตามต้นทุนพลังงานหรือไม่

ราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูง กระทบไทยแค่ไหน? สินค้าจะขึ้นตามต้นทุนพลังงานหรือไม่
TNN ช่อง16
23 มีนาคม 2569 ( 14:26 )
12

ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลง ความคืบหน้าการบริหารจัดการผลกระทบจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดย นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รองอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ นางสาวกนิษฐา กังสวนิช ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ และรองโฆษกกระทรวงพาณิชย์ และนายวัชรินทร์ บุญฤทธิ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน ร่วมกันชี้แจงประเด็นข้อสงสัยจากประชาชน ดังนี้

ราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูง กระทบไทยแค่ไหน และราคาน้ำมันไทยแพงกว่าเพื่อนบ้านจริงหรือไม่?

นายวัชรินทร์ บุญฤทธิ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน ชี้แจงว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยราคาน้ำมันดิบดูไบ ณ วันที่ 20 มีนาคม 2569 อยู่ที่ 158 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นประมาณ 122% จากช่วงก่อนเกิดสถานการณ์ ซึ่งเป็นการปรับตัวที่มีนัยสำคัญต่อระบบพลังงานโลก 

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้ใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาดูแลเสถียรภาพราคาในประเทศ ทำให้ราคาขายปลีกยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ โดยปัจจุบันน้ำมันดีเซลประมาณ 31.40 บาทต่อลิตร และแก๊สโซฮอล์ E10 อยู่ที่ประมาณ 33.05 บาทต่อลิตร ซึ่งยังไม่สะท้อนต้นทุนโลกเต็มที่เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน พบว่าราคาน้ำมันของไทยยังอยู่ในระดับต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ เช่น มาเลเซียมีราคาดีเซลประมาณ 38–39 บาทต่อลิตร ขณะที่ฟิลิปปินส์และเวียดนามมีการปรับขึ้นในอัตราสูงกว่า โดยบางประเทศเพิ่มขึ้นมากกว่า 50–70%

นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานยังเดินหน้ามาตรการเชิงโครงสร้าง เช่น การปรับสัดส่วนไบโอดีเซลจาก B5 เป็น B7 และการกำหนดส่วนต่างราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 ให้ต่ำกว่า E10 ประมาณ 5 บาทต่อลิตร เพื่อจูงใจให้ประชาชนหันมาใช้พลังงานทางเลือก ลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า และช่วยรักษาเสถียรภาพพลังงานในระยะยาว

ราคาสินค้าจะปรับขึ้นตามต้นทุนพลังงานหรือไม่ และมีการควบคุมอย่างไร?

ด้าน นางสาวกนิษฐา กังสวนิช ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ และรองโฆษกกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามสถานการณ์ราคาสินค้า ปริมาณสินค้า และต้นทุนการผลิตอย่างใกล้ชิด โดยปัจจุบันมีสินค้าควบคุมรวม 59 รายการ ซึ่งแบ่งเป็นกลุ่มที่ต้องขออนุญาตก่อนปรับราคา เช่น อาหารสำเร็จรูป นม ปุ๋ย และอาหารสัตว์ และกลุ่มที่ต้องแจ้งก่อนปรับราคา เช่น สินค้าอุปโภคทั่วไป ในช่วงสถานการณ์ปัจจุบัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้สั่งการให้มีการทบทวนรายการสินค้าควบคุมเพิ่มเติม เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เปลี่ยนแปลง และเพิ่มความเข้มงวดในการพิจารณาการปรับราคา 

พร้อมทั้งบูรณาการการทำงานร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด พลังงานจังหวัด และคณะกรรมการส่วนจังหวัดว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานประกอบการอย่างต่อเนื่อง โดยการดำเนินการเน้น 3 ด้านหลัก ได้แก่ การตรวจสอบราคาสินค้าให้สอดคล้องกับต้นทุนจริง การป้องกันการปฏิเสธการจำหน่ายสินค้า และการติดตามปริมาณสินค้าให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน เพื่อไม่ให้เกิดภาวะขาดแคลนหรือการฉวยโอกาสขึ้นราคาเกินสมควร

รัฐมีมาตรการช่วยลดค่าครองชีพประชาชนอย่างไรในช่วงนี้ ?

นางสาวกนิษฐา กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยขยายจุดจำหน่ายสินค้าธงฟ้าราคาประหยัดให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ทั้งในระดับจังหวัด อำเภอ และชุมชน เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าจำเป็นในราคาที่เหมาะสม พร้อมกันนี้ ยังมีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผ่านโครงการลดราคาปุ๋ยธงเขียวและปัจจัยการผลิตในช่วงฤดูกาลเพาะปลูก 

รวมถึงการร่วมมือกับผู้ผลิตและผู้ประกอบการ รายใหญ่ในการผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคราคาพิเศษ เช่น สบู่ แชมพู ผงซักฟอก ข้าวสาร น้ำตาล และน้ำปลา เพื่อช่วยลดผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังได้ใช้กลไกร้านค้าธงฟ้าและเครือข่ายค้าปลีกทั่วประเทศ เป็นช่องทางกระจายสินค้าราคาประหยัด พร้อมเปิดช่องทางร้องเรียนผ่านสายด่วน 1569 ตลอด 24 ชั่วโมง และเตรียมลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์ราคาสินค้าในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ระหว่างวันที่ 23–25 มีนาคม 2569 เพื่อควบคุมสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

สถานการณ์ตะวันออกกลางล่าสุดเป็นอย่างไร และกระทบคนไทยหรือไม่?

นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รองอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงมีความรุนแรงต่อเนื่อง และมีการขยายการโจมตีไปยังโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในหลายประเทศ ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจโลกและตลาดพลังงาน ขณะเดียวกัน สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ ยังคงตึงเครียดสูง โดยมีความพยายามจากหลายประเทศในการผลักดันให้การเดินเรือกลับสู่ภาวะปกติ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการขนส่งพลังงานของโลก กระทรวงการต่างประเทศจึงขอให้คนไทยหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยง ติดตามข้อมูลข่าวสารจากสถานเอกอัครราชทูตอย่างใกล้ชิด ลงทะเบียนแจ้งข้อมูลการพำนัก และปฏิบัติตามคำแนะนำของทางการอย่างเคร่งครัด

ความคืบหน้าการช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่เป็นอย่างไร?

นายปาณิดล กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลยังคงดำเนินการช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยกรณีแรงงานไทยในอิสราเอลที่เสียชีวิต 1 ราย อยู่ระหว่างประสานงานกับทางการอิสราเอลเพื่อนำร่างกลับประเทศไทยโดยเร็ว ขณะเดียวกัน ได้มีการอพยพแรงงานไทยจำนวน 14 คน จากเมืองบันดาร์อับบาส ประเทศอิหร่าน โดยเดินทางทางเรือไปยังประเทศตุรกี ในวันที่ 23 มีนาคม 2569 เพื่อเดินทางกลับประเทศไทยต่อไป ทั้งนี้ ตั้งแต่เกิดสถานการณ์ มีคนไทยได้รับความช่วยเหลือออกจากพื้นที่เสี่ยงแล้วรวมทั้งสิ้น 1,479 คน โดยรัฐบาลยืนยันว่าจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และให้ความช่วยเหลือคนไทยในต่างประเทศอย่างเต็มที่

ข่าวที่เกี่ยวข้อง