รีเซต

SpaceX ยื่น FCC ผุดโปรเจกต์ "Data Center AI ในวงโคจร" หวังแก้โจทย์พลังงานโลก

SpaceX ยื่น FCC ผุดโปรเจกต์ "Data Center AI ในวงโคจร" หวังแก้โจทย์พลังงานโลก
TNN ช่อง16
1 กุมภาพันธ์ 2569 ( 14:02 )
15

วันที่ 31 มกราคมที่ผ่านมา บริษัท สเปซเอ็กซ์ (SpaceX) ของอีลอน มัสก์ (Elon Musk) ได้ยื่นเอกสารต่อคณะกรรมการการสื่อสารแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ FCC เพื่อขออนุมัติโครงการพัฒนาเครือข่ายดาวเทียมที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์ข้อมูลปัญญาประดิษฐ์ในวงโคจร โดยใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์เป็นแหล่งพลังงานหลัก แนวคิดดังกล่าวสะท้อนความพยายามย้ายโครงสร้างพื้นฐาน AI ออกจากพื้นโลก เพื่อลดข้อจำกัดด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

แผนดาวเทียมระดับล้านดวงและเหตุผลเชิงเทคนิค

โดยเอกสารที่ยื่นต่อ FCC ระบุว่า SpaceX ขออนุญาตปล่อยดาวเทียมได้สูงสุดถึง 1 ล้านดวง เพื่อรองรับการรับพลังงานแสงอาทิตย์และการประมวลผลข้อมูล AI ในระดับขนาดใหญ่ แม้ตัวเลขดังกล่าวจะสูงกว่าความเป็นจริงอย่างมากเมื่อเทียบกับจำนวนดาวเทียมทั่วโลกในปัจจุบันที่มีอยู่ราว 15,000 ดวง แต่ในทางอุตสาหกรรม การขออนุญาตในระดับเพดานสูงถือเป็นแนวปฏิบัติปกติ เพื่อเปิดความยืดหยุ่นด้านการออกแบบและการขยายระบบในอนาคต

ความเชื่อมโยงกับการควบรวม SpaceX และ xAI

สำหรับการยื่นเอกสารต่อ FCC เกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า SpaceX และบริษัท xAI ของอีลอน มัสก์ กำลังอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อควบรวมกิจการก่อนการเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะขนาดใหญ่ที่อาจเกิดขึ้นภายในปีนี้ หากการควบรวมเกิดขึ้นจริง จะช่วยเสริมพลังให้โครงการศูนย์ข้อมูล AI ในอวกาศมีความเป็นรูปธรรมมากขึ้น และเชื่อมโยงโดยตรงกับการแข่งขันด้านปัญญาประดิษฐ์ระดับโลกกับบริษัทอย่าง กูเกิล (Google), เมตา (Meta) และ โอเพนเอไอ (OpenAI)

ปัญหาพลังงานของศูนย์ข้อมูล AI บนพื้นโลก

ศูนย์ข้อมูลถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักของปัญญาประดิษฐ์ยุคใหม่ และเป็นหนึ่งในผู้ใช้พลังงานไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุดของโลก ศูนย์ข้อมูล AI ขนาดใหญ่หนึ่งแห่งสามารถใช้พลังงานไฟฟ้าในระดับเดียวกับเมืองขนาดกลาง ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเพิ่มแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการใช้น้ำจำนวนมากเพื่อระบบหล่อเย็น

ข้อได้เปรียบของศูนย์ข้อมูลในอวกาศ

บริษัท SpaceX ระบุว่าการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในอวกาศมีความเสถียรสูง เนื่องจากไม่ถูกรบกวนจากสภาพอากาศหรือรอบกลางวันกลางคืน ทำให้ต้นทุนการดำเนินงานและการบำรุงรักษาต่ำกว่าศูนย์ข้อมูลบนพื้นโลกอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ศูนย์ข้อมูลในวงโคจรยังช่วยลดการใช้ที่ดิน ลดการใช้น้ำ และลดผลกระทบต่อระบบนิเวศในระดับประเทศ

บทเรียนจากโครงการ Starlink

แม้แนวคิดดาวเทียมระดับล้านดวงจะดูเกินจริง แต่ SpaceX เคยใช้แนวทางเดียวกันมาแล้วกับโครงการ สตาร์ลิงก์ (Starlink) ซึ่งเคยขออนุญาต FCC ปล่อยดาวเทียมได้สูงสุดถึง 42,000 ดวง ขณะที่ปัจจุบันมีดาวเทียมในเครือข่ายดังกล่าวโคจรอยู่ประมาณ 9,500 ดวง แนวทางนี้ช่วยให้บริษัทสามารถปรับเทคโนโลยีและขนาดระบบได้ตามสภาพตลาดและข้อจำกัดทางเทคนิค

และที่สำคัญ คือ ความเป็นไปได้ของโครงการศูนย์ข้อมูล AI บนอวกาศต้องขึ้นอยู่กับการลดต้นทุนการขนส่งสู่อวกาศเป็นหลัก ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับจรวดสตาร์ชิป (Starship) จรวดนำกลับมาใช้ใหม่ได้เต็มรูปแบบรุ่นใหม่ของ SpaceX บริษัทคาดว่าหาก Starship สามารถปล่อยจรวดได้ในอัตราสูง จะมีศักยภาพในการส่งมวลรวมระดับหลายล้านตันขึ้นสู่วงโคจรต่อปี ซึ่งจะเปลี่ยนสมดุลต้นทุนของอุตสาหกรรมอวกาศอย่างมีนัยสำคัญ

ความคืบหน้าการทดสอบและแนวโน้มในอนาคต

นับตั้งแต่ปี 2023 จรวด Starship ได้ทำการทดสอบปล่อยไปแล้ว 11 ครั้ง และอีลอน มัสก์คาดว่าจะสามารถส่งเพย์โหลดดาวเทียมหรือยานอวกาศเชิงพาณิชย์ชุดแรกขึ้นสู่วงโคจรได้ภายในปีนี้ หากการทดสอบประสบความสำเร็จ จะเป็นก้าวสำคัญต่อการขยายเครือข่าย Starlink และการผลักดันวิสัยทัศน์ศูนย์ข้อมูล AI ในอวกาศให้เข้าใกล้ความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น

ผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์ต่ออุตสาหกรรม AI โลก

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ถูกผู้เชี่ยวชาญมองว่าหาก SpaceX ได้รับการอนุมัติจาก FCC และเทคโนโลยีพัฒนาได้ตามแผน โครงการนี้อาจเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์จากระบบที่พึ่งพาทรัพยากรบนพื้นโลก ไปสู่โครงสร้างพื้นฐานระดับอวกาศที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งอาจกลายเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของการแข่งขัน AI ในศตวรรษที่ 21  

ข่าวที่เกี่ยวข้อง