จากชาติร่ำรวยสู่ความล่มจม "เวเนซุเอลา" ประเทศที่มีน้ำมันมากสุดในโลก ถูก "สหรัฐฯ" บุกจับผู้นำ และยึดครอง ?

ประวัติศาสตร์ต้องจารึก เมื่อ "เวเนซุเอลา" ถูกกองทัพสหรัฐฯเข้าจู่โจม และจับกุมประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร อุ้มตัวไปดำเนินคดีข้ามประเทศโดยอ้างความผิดด้านยาเสพติดและก่อการร้าย พร้อมกับประกาศอีกว่าขณะนี้สหรัฐฯได้เข้ามาบริหารประเทศนี้แล้ว และยังรวมไปถึงการควบคุมทรัพยากรสำคัญอย่างน้ำมันของเวเนซุเอลาด้วย
"เวเนซุเอลา" ประเทศที่คนไทยหลายคนอาจจะรู้จักจากการส่งสาวงามเข้าประกวดบทเวทีระดับโลก แต่ความจริงแล้ว ประเทศนี้คือเจ้าแห่งทรัพยากร ที่มีปริมาณสำรองน้ำมันมากสุดในโลก พร้อมด้วยทองคำ และแร่สำคัญอีกมากมาย
ทำความรู้จัก "เวเนซุเอลา"
"เวเนซุเอลา" หรือชื่อเต็มอย่างเป็นทางการ คือ สาธารณรัฐโบลีวาร์แห่งเวเนซุเอลา (Bolivarian Republic of Venezuela) หรือคนไทยเรียกติดปากกันสั้นๆว่า เวเนฯ พื้นที่ของประเทศตั้งอยู่บนตอนเหนือของทวีปอเมริกาใต้ มีประชากรประมาณ 29 ล้านคน ใช้ภาษาสเปนเป็นหลัก ส่วนสกุลเงินเรียกว่า โบลีวาร์ (Bolívar) อยู่ภายใต้ระบอบการปกครองสาธารณรัฐแบบประธานาธิบดี
เวเนซุเอลา เคยเป็นหนึ่งในประเทศที่ร่ำรวยที่สุดของลาตินอเมริกา จากการครอบครองทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ทั้งน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ ทองคำ และแร่ยุทธศาสตร์ แต่ภายหลังเจอกับวิกฤตเศรษฐกิจต่อเนื่องยาวนานมาจนถึงปัจจุบัน
เศรษฐกิจของเวเนซุเอลา มีการพึ่งพาน้ำมันดิบเป็นหลัก คิดเป็นสัดส่วนรายได้จากการส่งออกมากกว่า 90% ในตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมา ดังนั้นเมื่อเกิดเหตุการณ์ราคาน้ำมันร่วงลงในช่วงกลางทศวรรษ 2010 รายได้ของรัฐจึงหดตัวอย่างรุนแรง เศรษฐกิจจึงทรุดลงอย่างทันที
ปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้เวเนซุเอลาเกิดวิกฤตมาจนถึงวันนี้ หนีไม่พ้นเรื่องของการเมือง เริ่้มมาตั้งแต่สมัยของประธานาธิบดี อูโก ชาเวซ (Hugo Chávez) ที่ขึ้นสู่อำนาจปี 1999 (พ.ศ. 2542) ก่อนที่ส่งต่อให้แก่ทายาททางการเมือง คือ นิโกลัส มาดูโร (Nicolás Maduro) ตั้งแต่ปี 2556 มาถึงในยุคปัจจุบัน ซึ่งเป็นผู้นำประเทศลากยาวมากกว่า 12 ปี ท่ามกลางข้อกล่าวหาเรื่องการเลือกตั้งที่ไม่โปร่งใส และการละเมิดสิทธิมนุษยชน
จาก "ชาเวซ" ถึง "มาดูโร" เมื่อการเมืองแบบ "ประชานิยม" ซื้อใจคน แต่โครงสร้างเศรษฐกิจอ่อนแอ
นับตั้งแต่ชาเวซ มาถึงมาดูโร เวเนฯมีการบริหารประเทศที่ผิดพลาด เช่น การทำลายกลไกเศรษฐกิจตลาด ควบคุมราคา–อัตราแลกเปลี่ยน อย่างเข้มงวด ทำให้สินค้าไม่พอ ขาดแคลนอาหารและยา มีการใช้นโยบายแจกจ่ายเงินหรือประชานิยมมากกว่าลงทุนเพิ่มผลิตภาพทำให้เศรษฐกิจไม่ยั่งยืน นอกจากนี้ยังมีการยึดกิจการและแทรกแซงภาคเอกชน รวมไปถึงการพยายามผูกขาดการเมืองด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มอำนาจประธานาธิบดี ลดการถ่วงดุล
เหตุการณ์สำคัญที่สะเทือนโลก เช่น ภาวะเงินเฟ้อรุนแรง (Hyperinflation) เมื่อปี 2561 จากการที่รัฐบาลได้พยายามชดเชยรายได้ก้อนใหญ่ที่หายไป ด้วยการตัดสินใจพิมพ์เงินเพิ่มจำนวนมหาศาล ซึ่งผลร้ายที่ตามมาก็คือ ค่าเงินโบลิวาร์ (Bolívar) สูญเสียมูลค่าลงอย่างรุนแรง เงินเฟ้อในเวเนซุเอลาสูงสุดในปี 2561 ที่ระดับ 80,000-100,000% ทำให้ประชาชนต้องขาดแคลนอาหาร ยา และพลังงาน และทำให้ GDP ของประเทศหดตัวต่อเนื่องยาวนาน
จากปากท้องก็มีผลกระทบต่อเนื่องไปถึงปัญหาสังคม มีรายงานจาก UNHCR ประเมินไว้ว่าประชาชนชาวเวเนซุเอลามากกว่า 7–8 ล้านคนอพยพออกนอกประเทศในรอบสิบปีที่ผ่านมา และถือว่าเป็นวิกฤตผู้ลี้ภัยที่ใหญ่ที่สุดในลาตินอเมริกา ขณะที่ผู้คนภายในประเทศเองก็ยังเจอกับปัญหาความยากจน อาชญากรรม
ก่อนหน้านี้รัฐบาลทรัมป์สมัยแรก หรือทรัมป์ 1.0 มีการใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อเวเนซุเอลาโดยตลอด เพื่อกดดันให้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ขณะที่เวเนซุเอลาก็หันไปใกล้ชิดกับรัสเซีย ที่มาหนุนเวเนซุเอลาด้าน ทหาร–พลังงาน–การเมืองโลก ผ่านการขายอาวุธ ลงทุนน้ำมัน รวมไปถึงการจับมือกับจีน ที่เป็นเจ้าหนี้และหุ้นส่วนเศรษฐกิจหลัก ให้เงินกู้แลกน้ำมัน ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และยังมีอิหร่านเป็นพันธมิตร ฝ่ามาตรการคว่ำบาตร ช่วยซ่อมโรงกลั่น ส่งน้ำมัน–อุปกรณ์ แลกเปลี่ยนสินค้าหลีกเลี่ยงระบบดอลลาร์สหรัฐ
ดังนั้นภาพรวมของเวเนซุเอลา จึงกลายเป็นจุดรวมของขั้วอำนาจที่ถ่วงดุลสหรัฐฯ ทำให้สหรัฐฯ มองประเทศนี้เป็นปัญหายุทธศาสตร์ ไม่ใช่แค่วิกฤตภายในประเทศเท่านั้น
แต่กระทั่งล่าสุด เส้นตาย คือ การกลับมาเป็นประธานาธิบดีของทรัมป์ ในสมัยที่สองในปีที่ผ่านมา ก็เรียกได้ว่ามาถึงตอนจบของมาดูโร เมื่อกองทัพสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการจู่โจมทางทหารประเทศเวเนซุเอลา เมื่อช่วงเช้ามืดวันเสาร์ที่ 3 มกราคม 2569 และมีการเข้าควบคุมตัวมาดูโรและภริยาเอาไว้ ข่าวรายงานว่ามาดูโรและพวกจะถูกดำเนินคดีในสหรัฐฯ ในฐานะของนักโทษข้อหาขบวนการค้ายาเสพติดเพื่อการก่อการร้าย
"สหรัฐฯ" ฮุบน้ำมันเวเนซุเอลา? คำถามที่ทั่วโลกสงสัย
การเข้าควบคุมเวเนซุเอลาของสหรัฐอเมริกา ถูกตั้งคำถามอย่างหนัก ถึงเรื่องความชอบธรรม และการรุกล้ำอธิปไตย รวมไปถึงการตั้งคำถามถึงผลประโยชน์มหาศาลที่แฝงอยู่ โดยเฉพาะน้ำมันของเวเนซุเอลา
ในการแถลงข่าวหลังจากภารกิจโจมตีเวเนซุเอลาสำเร็จ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ได้กล่าวว่า สหรัฐฯจะเข้าไปบริหารประเทศเวเนซุเอลาจนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านอำนาจอย่างปลอดภัย ถูกต้อง และรอบคอบ
นอกจากนี้ประธานาธิบดีทรัมป์ยังระบุว่า เขามีแผนจะส่งบริษัทน้ำมันขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ซึ่งใหญ่ที่สุดในโลก เข้าไปลงทุนด้วยเงินหลายพันล้านดอลลาร์ โดยจะเข้าไปซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันที่เสียหายอย่างหนัก พร้อมด้วยการขุดเจาะแหล่งน้ำมันสำรองของเวเนซุเอลา เพื่อสร้างรายได้ให้กับประเทศ และจะทำให้เวเนซุเอลากลับมา “ยิ่งใหญ่อีกครั้ง”
ตามข้อมูลของสำนักงานข้อมูลพลังงานแห่งสหรัฐฯ ระบุว่า เวเนซุเอลาเป็นประเทศที่มีแหล่งน้ำมันดิบประมาณ 303,000 ล้านบาร์เรล นับเป็นปริมาณน้ำมันสำรองที่มากที่สุดในโลก หรือคิดเป็นประมาณ 20% ของทรัพยากรน้ำมันทั่วโลก มีปริมาณน้ำมันดิบมากกว่าซาอุดีอาระเบีย และมากกว่าสหรัฐอเมริกาถึง 5 เท่า โดยเวเนซุเอลา เป็นสมาชิกก่อตั้งขององค์การประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน หรือ โอเปค ร่วมกับอิหร่าน อิรัก คูเวต และซาอุดีอาระเบีย
ขณะที่เชฟรอน เป็นบริษัทน้ำมันรายใหญ่สัญชาติอเมริกาเพียงแห่งเดียวที่กำลังปฏิบัติการในเวเนซุเอลาในปัจจุบันนี้ เนื่องจากก่อนหน้านี้รัฐบาลเวเนซุเอลาในยุคของอูโก ชาเวช บังคับให้บริษัทต่างชาติทั้งหมด (รวมถึงสหรัฐฯ) ต้องตั้ง บริษัทร่วมทุน (Joint Venture) กับบริษัทน้ำมันของรัฐ PDVSA และให้ PDVSA ถือหุ้นขนาดใหญ่ (มากกว่า 60%) ในโครงการพัฒนาแหล่งน้ำมันทั้งหลาย
โดยในอดีตสหรัฐอเมริกาก็เคยเป็นผู้ซื้อน้ำมันรายหลักของเวเนซุเอลา แต่นับตั้งแต่มีการประกาศใช้มาตรการคว่ำบาตร จีนก็กลายเป็นจุดหมายปลายทางหลักในการส่งออกน้ำมันของเวเนซุเอลาในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา
นอกจากน้ำมันดิบ เวเนซุเอลา ยังมี "ก๊าซธรรมชาติ" ในปริมาณมาก ติดอันดับต้น ๆ ของลาตินอเมริกา และยังมี "ทองคำ" ที่กลายเป็นทรัพยากรสำคัญยิ่งในช่วงที่ประเทศถูกตัดขาดจากระบบการเงินโลก ที่ผ่านมารัฐบาลมาดูโรนำทองคำมาใช้เป็นทุนสำรองและเป็นเครื่องมือในการค้าขายกับประเทศพันธมิตร เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดจากมาตรการคว่ำบาตร
รวมไปถึงประเทศแห่งนี้ยังมี "แร่ยุทธศาสตร์" อีกหลายตัว โดยเฉพาะ "แร่โคลแทน" "แร่เหล็ก" และ "บอกไซต์" ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีการสื่อสาร และอุปกรณ์ดิจิทัล รวมไปถึงอุตสาหกรรมอะลูมิเนียม
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
