รีเซต

ทนายกองทัพธรรม จ่อเอาผิดหมอปลาพร้อมพวก กล่าวหาเจ้าอาวาสวัดธาตุพนม

ทนายกองทัพธรรม จ่อเอาผิดหมอปลาพร้อมพวก กล่าวหาเจ้าอาวาสวัดธาตุพนม
มติชน
22 มิถุนายน 2565 ( 22:56 )
22
ทนายกองทัพธรรม จ่อเอาผิดหมอปลาพร้อมพวก กล่าวหาเจ้าอาวาสวัดธาตุพนม

นครพนม ทนายกองทัพธรรม พรุ่งนี้ เตรียมแถลงเอาผิดหมอปลา พร้อมพวก พาผู้เสียหายสาวใหญ่ อ้างเป็นหลานสาวผู้รับเหมา บุกทำเนียบรัฐบาลร้องรัฐมนตรีประจำสำนักนายก สำนักพุทธ ตรวจสอบ เจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนม กล่าวหาเบี้ยวค่าก่อสร้างวัดดัง มรุกขนคร กว่า 1.2 ล้านบาท แต่ปล่อยปัญหายืดเยื้อมานานกว่า 20 ปี ด้านทนายกองทัพธรรม เตรียมเอาผิดคืนข้อขอหมิ่นประมาท หลังพบข้อมูลสำนักพุทธตรวจสอบแล้วไม่มีหลักฐานยืนยันต้องชำระค่าก่อสร้าง

 

เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ จ.นครพนม ความคืบหน้ากรณีมีสาวใหญ่ คือ นางสาววรรณวิสา ประทุมวัน อายุ 49 ปี อ้างว่าเป็นหลานสาว ของ นายสมเกิด ภูมิทัศน์ อายุ 66 ปี เสียชีวิตแล้วเมื่อประมาณปี 2542 พร้อมระบุว่าเป็นผู้รับเหมาเข้าไปพัฒนาก่อสร้างถาวรวัตถุภายใน วัดมรุกขนคร ต.ดอนนางหงส์ อ.ธาตุพนม จ.นครพนม ถือเป็นวัดชื่อดัง ที่ตั้งพระธาตุมรุกขนคร ในปัจจุบัน เดิมเป็นวัดร้าง อายุเก่าแก่กว่า 300 ปี ประสานงานร่วมกับ นายจีรพันธ์ เพชรขาว หรือหมอปลา รวมถึง ทนายความ กับพวก เข้าร้องเรียนต่อ นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2565 พร้อมร้องเรียนผ่านสื่อ โดยกล่าวหาว่า พระเทพวรมุนี เจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร อ.ธาตุพนม จ.นครพนม ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 10 พร้อม พระครูวิสาลสรกิจ เจ้าอาวาสวัดมรุกขนคร โกงค่าก่อสร้างถาวรวัตถุในวัดมรุกขนคร ประมาณ 1 ล้านบาทเศษ พร้อมระบุว่ามีการก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 2539 โดยมี นายสมเกิด ภูมิทัศน์ อายุ 66 ปี เสียชีวิตแล้ว มีฐานะเป็นตา ของผู้เสียหาย ดำเนินการรับเหมาก่อสร้าง อาคารต่างๆ ภายในวัดมรุกขนคร มาต่อเนื่อง จนกระทั่ง นายสมเกิด ภูมิทัศน์ อายุ 66 ปี เสียชีวิต จึงไม่ได้ค่าจ้างส่วนที่เหลือ ทั้งนี้ผู้ตายได้ทำพินัยกรรมให้กับภรรยา ไว้ และมอบให้ผู้เสียหาย ดำเนินการติดตามทวงถาม พร้อมเคยร้องเรียนไปยังหลายหน่วยงาน รวมถึงสำนักงานพระพุทธศาสนา แต่ไม่มีความคืบหน้า จึงออกมาร้องเรียนขอความเป็นธรรม จนกระทั่งมีข่าวเผยแพร่ออกมาตามสื่อต่างๆ

 

จนกระทั่งภายหลังทางผู้สื่อข่าวได้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น พบว่า ทางสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครพนม ได้มีเอกสารชี้แจงกรณี มีผู้เสียหายออกมาร้องเรียนกล่าวหา พระเทพวรมุนี เจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร อ.ธาตุพนม จ.นครพนม ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 10 อดีตเจ้าอาวาสวัดมรุกขนคร เบี้ยวค่าก่อสร้างถาวรวัตถุในวัด โดยมีการระบุเนื้อหาผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงว่า มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงมาตั้งแต่ปี 2542 พบว่าวัดมรุกขนคร ก่อตั้งเมื่อปี 2539 เดิมเป็นวัดร้าง ซึ่งในการพัฒนาวัด ได้มีผู้มีจิตศรัทธานำปัจจัยมาก่อสร้างโดยตรง จนแล้วเสร็จเมื่อปี 2540 โดยตรวจสอบพบว่าทางวัดไม่มีการทำสัญญาว่าจ้างงานกับผู้เสียหายหรือบุคคลใด แต่ผู้ร้องเรียนระบุว่าได้เข้าไปดำเนินการก่อสร้างถาวรวัตถุ ก่อนที่วัดจะก่อตั้งในปี 2539 จึงถือว่าไม่มีการว่าจ้างตามข้อร้องเรียน

ล่าสุดวันนี้ 22 มิถุนายน 2565 ทางด้าน เลขานุการของ นายอนันต์ชัย ไชยเดช ในฐานะทนายกองทัพธรรม รวมถึงเป็นทนายความฝ่าย พระเทพวรมุนี เจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร อ.ธาตุพนม จ.นครพนม ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 10 อดีตเจ้าอาวาสวัดมรุกขนคร ได้ประสานงานผ่านสื่อ จะมีการเตรียมแถลงข่าวเวลา 10.00 น.วันที่ 23 มิถุนายน 2565 เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง และดำเนินการเอาผิดทั้งทางแพ่ง และอาญา กับ นายจีรพันธ์ เพชรขาว หรือหมอปลา รวมถึง ทนายความ กับพวก และบุคคลที่กล่าวอ้างว่าเป็นผู้เสียหาย เนื่องจากเข้าข่ายหมิ่นประมาท และสร้างความเสื่อมเสียให้กับ พระเทพวรมุนี เจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร รวมถึงชื่อเสียงของวัด และจะมีการชี้แจงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เพื่อเผยแพร่ไปตามสื่อต่างๆ ให้ประชาชน ได้รับรู้ข้อเท็จจริง

ส่วน นางสาววรรณวิสา ประทุมวัน อายุ 49 ปี ผู้เสียหาย เปิดเผยทางโทรศัพท์ ว่า ตนเป็นหลานสาวของ นายสมเกิด ภูมิทัศน์ อายุ 66 ปี เสียชีวิตแล้วเมื่อประมาณปี 2542 ซึ่งตนยืนยันว่าปัญหาดังกล่าว เป็นเรื่องจริง ไม่มีเจตนาทำให้พระ หรือวัดเสื่อมเสีย แต่ตนได้รับมอบหมายจากตา ที่ได้ทำพินัยกรรม ให้กับยาย และตน เพื่อติดตามทวงถามมาตั้งแต่ปี 2539 โดยการก่อสร้างถาวรวัตถุ เป็นงบประมาณรวมกว่า 3 ล้านบาท แต่มีการจ่ายมาเป็นงวด จนกระทั่งงวดสุดท้าย เหลือค้างจ่ายประมาณ 1.2 ล้านบาท ตนยอมรับไม่มีสัญญาจ้างงาน เพราะการเข้าไปทำงานของคุณตา ส่วนหนึ่งมีความเชื่อศรัทธาในวัดจึงมีการตกลงกันด้วยวาจา แต่มีเอกสารหลักฐานการบันทึกการเบิกจ่ายค่าวัสดุก่อสร้าง ค่าวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ทั้งนี้เคยร้องเรียนไปยังหลายหน่วยงานแต่เรื่องเงียบ จึงต้องการขอความเป็นธรรม เพราะเห็นว่าเวลาผ่านมากว่า 20 ปี จึงออกมาร้องเรียนผ่านสื่อ รวมถึงประสาน งานร้องเรียนไปยังรัฐมนตรีประจำสำนักนายก เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2565 ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามข้อร้องเรียนยืนยันเป็นความจริง โดยที่ผ่านมาไม่ได้ดำเนินการตามกฎหมาย เนื่องจากคู่กรณีเป็นพระไม่คิดว่าจะผิดสัญญา

ข่าวที่เกี่ยวข้อง