สรุปจาก 3 โลกธุรกิจ เทคโนโลยีไม่ใช่แค่ล้ำ แต่ต้องทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น

ถ้าย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 10 ปีก่อน เมื่อเรากล่าวถึงคำว่า “Future Technology” อาจนึกถึงภาพของรถยนต์ไร้คนขับ หุ่นยนต์ หรือเมืองอัจฉริยะที่ยังดูห่างไกลจากชีวิตประจำวัน ซึ่งทุกอย่างนี้เกิดขึ้นจริงแล้ว
แต่เทคโนโลยีที่ดี คงล้ำสมัยเพียงอย่างเดียวไม่ได้ จะต้องสนับสนุนชีวิตเรา ทำให้เราใช้ชีวิตง่ายขึ้น สะดวกขึ้น ประหยัดเวลาขึ้น จึงเป็นที่มาของวงเสวนาว่าเทคโนโลยีในแต่ละด้าน จะมาตอบโจทย์ความเป็นอยู่ของเรา ตอบโจทย์การทำงานหรือธุรกิจเรามีศักยภาพในการแข่งขันและอยู่บนพื้นฐานของความปลอดภัยได้อย่างไร กับ panel discussion หัวข้อ Future Technology : Shaping the Way We Live เทคโนโลยีเปลี่ยนวิถีชีวิตเราอย่างไร
ภาพจาก TNN
ในวงเสวนานี้ ได้เชิญตัวแทนจาก 3 ภาคธุรกิจ จำลองการพูดคุยที่วางคอนเซ็ปต์บุคคลจาก 3 โลก ร่วมแลกเปลี่ยนความรู้และความคิดเห็น
1. จากโลกของการสร้าง World Destination และประสบการณ์แห่งความสุขให้กับผู้คน คุณเบญจวรรณ อ่องศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานธุรกิจ ศูนย์การค้าและอสังหาริมทรัพย์ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาโครงการ Happitat World’s First Happiness Destination
2. จากโลกของ Digital Advertising ที่อยู่เบื้องหลังวิธีที่แบรนด์เข้าใจและสื่อสารกับผู้บริโภค คุณเอกชัย ปาริชาติกานนท์ Director-Digital Advertising Association of Thailand (DAAT) หรือ สมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย)
3. จากโลกของ Cybersecurity ที่ต้องคอยสร้างความมั่นใจว่าชีวิตเราจะปลอดภัยบนโลกดิจิทัล คุณกชศร ใจแจ่ม กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกโกลุก ประเทศไทย จำกัด ผู้พัฒนาและให้บริการแอปพลิเคชัน Whoscall
ดำเนินเวทีการพูดคุยโดย คุณชล วจนานนท์ ที่ทำหน้าที่เป็น Moderator
เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนชีวิตเราอยู่ตรงไหน
ช่วงเปิดเวที ทั้ง 3 ท่านได้เกริ่นนำก่อนด้วยการแชร์ว่า “เทคโนโลยีได้เปลี่ยนพฤติกรรมอะไรของมนุษย์ไปอย่างเห็นได้ชัดเจน” ซึ่งมีทั้งพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปในตอนเช้า มีการจับใช้โทรศัพท์มือถือก่อนแปรงสีฟัน เช่นเดียวกับวงการการตลาดที่มีการนำเทคโนโลยีมามีส่วนร่วม สิ่งที่เปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด คือเรื่องของ “ความเร็ว (Speed) ยิงการโฆษณาให้กับผู้บริโภคตั้งแต่ยังไม่ลุกออกจากเตียง ผนวกกับความสามารถของ AI Agent ในตอนนี้ ทำให้ความเร็วในการทำการตลาดเร็วขึ้นไปยิ่งกว่าเดิม
รวมถึงการใช้ AI ที่ทำให้ภัยไซเบอร์เปลี่ยนไป มีการหลอกลวงที่เฉพาะเจาะจงไปที่ตัวบุคคลมากขึ้น
เมื่อเทคโนโลยีออกแบบความสุขและประสบการณ์ของมนุษย์
ภาพจาก TNN
คุณเบญจวรรณ เล่าว่าภายในโครงการ Happitat มีการติดกล้องวงจรปิดโดยรอบ ซึ่งไม่ได้ช่วยในเรื่องของความปลอดภัยและการเก็บจำนวนผู้บริโภคว่ามีการเข้า-ออกกี่คน
แต่ Happitat นำภาพและข้อมูลที่ได้จากกล้องที่มีเทคโนโลยี AI มาแยกว่าแต่ละชั้นแต่ละโซนมีผู้บริโภคว่ามีเพศอะไร ช่วงวัยไหน ไปจนถึงนำมาวัดความสุขของคนที่อยู่ในแต่ละพื้นที่ของโครงการ ว่ามีความสุขจริงหรือไม่
โดยพฤติกรรมที่ Happitat นำไปวัดความสุข ไม่ใช่การยิ้มของผู้บริโภค แต่ต้องยิ้มและหันไปแชร์หรือมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบตัว ถึงจะสะท้อนความสุขที่เป็นนามธรรมมาออกเป็นตัวเลขได้อย่างแท้จริง
ซึ่งข้อมูลที่ได้ตรงนี้ ทำให้ Happitat เข้าใจผู้บริโภคมากขึ้น และจะนำไปปรับปรุงและออกแบบโครงการให้ตรงกับสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการ เช่น ที่นั่งพักน้อยไปไหม สนามเด็กเล็กนอกจากเด็ก ๆ แล้ว พ่อแม่อยู่อย่างไร มีความสุขในการนั่งรอหรือไม่ สร้างความสุขและประสบการณ์ต่อไป
รวมถึงไปสามารถข้อมูลไปยังคู่ค้าในโครงการ ว่าคนเดินเข้ามาในโครงการแต่ละโซนต้องการอะไร
ตั้งเป้าว่าคนที่เข้ามาในโครงการ 100% หากได้ความสุขกลับไป 80% ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว
นอกจากนี้ Happitat ยังได้นำเทคโนโลยีไปใช้ในส่วนอื่น ๆ เพื่อลดอุณหภูมิให้กับโครงการ เช่น
การใช้เทคโนโลยีดูแลต้นไม้ พื้นที่สีเขียวในโครงการ
การใช้วัสดุก่อสร้างดูดซับความร้อน
ระบบท่อขนาดใหญ่ใต้โครงการ ที่ไม่เพียงไว้ระบายน้ำ แต่ยังเพิ่มความเย็นให้กับถนน
ระบบน้ำเย็น ที่วิ่งผ่านท่อไปสร้างความเย็นให้กับโครงการแทนคอมเพรสเซอร์แอร์
การใช้ AI ตรวจจับปฏิกิริยาผู้บริโภคที่เดินมาในแต่ละพื้นที่ จดจำเวลาไหนที่คนมาเยอะมาน้อย เพื่อให้ AI สั่งเปิดปิดการทำงานของพัดลม
เมื่อเทคโนโลยีทำให้รู้จักผู้บริโภคมากขึ้นกว่าที่เคย วิถีการทำธุรกิจเปลี่ยนไปอย่างไร
ภาพจาก TNN
คุณเอกชัย ระบุว่าเทคโนโลยีในปัจจุบันทำให้ได้มากกว่า Personalization หรือการตอบโจทย์ลูกค้าที่เฉพาะเจาะจงแต่ละบุคคล แต่เทรนด์การตลาดในตอนนี้ แน่นอนว่ามีการเอา AI เข้ามามีส่วนร่วมอย่างเห็นได้ชัด
ทั้งการถาม AI ตรง ๆ ว่ากลุ่มผู้บริโภคในแต่ละกลุ่มต้องการอะไร ไม่ต้องเสียเวลาลงไปค้นหา research เหมือนแต่ก่อน ช่วยเพิ่มความไวในการวางกลยุทธ์ แคมเปญการตลาดต่าง ๆ
โดยสรุปได้ 5 เทรนด์ ที่ AI มาช่วยนักการตลาดในยุคนี้
1. Continuous Insights ที่ไม่ต้องลงมือทำเอง ต่างจากเมื่อก่อนที่จะนักการตลาดจะต้องลงมือทำเอง ซึ่งอาจจะทำ 1 ครั้งต่อปี และวางเป็นกลยุทธ์รายปี ตอนนี้ AI เข้ามาช่วย ลดเวลาลงไปอย่างมาก ทำให้สิ่งนี้ทำได้ตลอด
2. Scaled Creativity มีการใช้ Generative AI สร้างภาพหรือคอนเทนต์การตลาด ซึ่งอาจจะช่วยลดเวลา เพิ่มชิ้นงานได้มากขึ้น แต่เทรนด์ในปัจจุบันเริ่มมีกระแสตีกลับ ผู้บริโภคไม่ชอบชิ้นงานที่สร้างจากปัญญาประดิษฐ์หรือ AI นักการตลาดต้องใช้อย่างระมัดระวัง
3. ความสามารถ Hyperpersonalization ที่ปัจจุบันสามารถสร้างระบบนิเวศแล้วนำเครื่องมือทางการตลาด (Marketing tools) มาต่อกัน แล้วปล่อยให้ AI ทำงานเอง ตั้งแต่การจัดกลุ่มกลุ่มเป้าหมาย สร้างรูปภาพ ยิงเข้าช่องทางมีเดียในลักษณะวนลูบ ซึ่งจะช่วยทำให้การตลาดแบบ 1:1 ได้
4. Marketing to AI Agents เทรนด์จะเปลี่ยนจากการทำการตลาดกับคน ไปสู่การทำการตลาดกับ AI Agents เพราะปัจจุบันคนถาม AI พอ ๆ กับถาม Google ทำให้ AI จะเป็นผู้ตัดสินใจความชอบของผู้ใช้ นักการตลาดก็ต้องทำการตลาดให้กับตรงกับ AI Agent จึงมีโอกาสเข้าถึงผู้บริโภคได้
5. Always-on marketing การทำการตลาดที่ดำเนินกิจกรรมต่อเนื่องตลอดทั้งปี ไม่ผูกติดกับฤดูกาลหรือแคมเปญใด แคมเปญหนึ่ง
ชีวิตยิ่งดิจิทัลมากขึ้นเท่าไหร่ ความปลอดภัยยิ่งสำคัญ
ภาพจาก TNN
คุณกชศร จาก Whoscall กล่าวว่า มิจฉาชีพเหล่านี้ มักรู้กิจกรรมโดยทั่วไปของเรา ไม่ว่าจะเป็นเวลาเข้างาน หรือเวลาไปงาน มิจฉาชีพมักจะเลือกเวลาที่โทรมาตอนที่เรากำลังยุ่ง และมีเวลาจำกัด ไม่มีเวลามากพอให้คิดหรือตัดสินใจ แล้วเลือกใช้เรื่องที่สำคัญที่ตรงกับข้อมูลเบื้องต้นของเรา เช่นข้อมูลด้านที่ดิน ก็อาจโทรมาตอนก่อนเข้างานเรื่องปัญหาภาษีที่ดิน สร้างความกังวลให้กับเรา และอาจถูกหลอกได้ง่าย
มิจฉาชีพในปัจจุบันมักใช้ “ความกลัว” และ “จิตวิทยา” หลอกล่อให้คนรู้สึกว่าต้องทำสิ่งที่พวกเขาบอก โดยวัยของผู้ที่หลงเชื่อไม่ได้มีแค่ผู้สูงอายุ แต่รวมถึงเด็ก ซึ่งมีแนวโน้มในการถูกหลอกสูงขึ้นเรื่อย ๆ จากการใช้ความกลัวหลอกให้เด็กทำตาม จนนำไปสู่การสูญเสียทรัพย์สิน
เทคนิครับมือเมื่อมีคนโทรเข้ามา
ในขณะที่ผู้ใช้งานทั่วไปก็ใช้ประโยชน์จาก AI ทางด้านของมิจฉาชีพเองก็มีรูปการที่พัฒนาขึ้นจากการนำ AI มาใช้ เช่น เทคโนโลยี deep fake ที่เราสามารถนำเอาใบหน้ามาสวมใหญ่คลิปวิดีโอให้คนเชื่อได้
คุณกชศรได้แชร์ทริกรับมือกับมิจฉาชีพ ที่อาจเข้ามาล่อลวงเรา ที่ทุกบ้านสามารถทำได้ไม่ยาก 2 ข้อ ต่อไปนี้
1. ตั้ง family password หรือโค้ดลับที่รู้เฉพาะคนในครอบครัว เมื่อไหร่ก็ตามที่มีมิจฉาชีพโทรมาแอบอ้าง ให้สอบถามโค้ดลับ เพื่อเป็นการยืนยันตัวตนที่รู้กันเอง เนื่องจากข้อมูลทั่วไปที่อยู่หน้าบัตรประชาชนไม่สามารถใช้ได้แล้ว
2. เมื่อรับสาย แล้วรู้สึกสงสัยว่านี่อาจเป็นมิจฉาชีพ ให้ลองวางหูดูก่อน แล้วค่อยโทรกลับไป เนื่องจากลักษณะสัญญาณที่ทางมิจฉาชีพใช้ มักจะเป็นแบบการโทรทางเข้าทางเดียว แต่ไม่สามารถโทรกลับได้ ซึ่งแตกต่างจากบุคคลปกติที่โทรกลับได้แน่นอน
คุยต่างมุม แต่เป้าหมายเดียวกัน
ตลอดระยะเวลา 01.30 ชม. ของวงเสวนานี้ ไม่ว่าจะเป็นนำเทคโนโลยีมาเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบ World Destination การสร้างประสบการณ์ การสร้างความสุข ของ Happitat
การเอาเทคโนโลยีมาทำความรู้จักกับผู้บริโภคให้มากขึ้น วางแผนกลยุทธ์ในการเข้าถึงลูกค้า ไปจนถึงการปิดการขาย ในมุมมองของ DAAT
รวมถึงอีกมุมที่ยังมีบางคนมองข้าม ยังไม่ใส่ใจจนกว่าจะขึ้นกับตัวเอง ก็คือเรื่องความปลอดภัยทางไซเบอร์ ที่ตอนนี้มาไม่ซ้ำรูปแบบ ที่ Whoscall ได้แชร์
สุดท้ายสิ่งที่วิทยากรทุกท่านแชร์วันนี้ เทคโนโลยีทุกอย่างจะกลับมาตอบคำถามเดียวกัน คือ “Future Technology จะ Shaping the Way We Live เทคโนโลยีเปลี่ยนวิถีชีวิตเราอย่างไร”
ภาพจาก TNN
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
