รีเซต

"ราคาน้ำมัน" เสี่ยงวิกฤต นักวิเคราะห์ชี้มีสิทธิ์พุ่งทะลุ 90 ดอลลาร์ หากปิด "ช่องแคบฮอร์มุซ" ไทยจ่อกระทบหนัก

"ราคาน้ำมัน" เสี่ยงวิกฤต นักวิเคราะห์ชี้มีสิทธิ์พุ่งทะลุ 90 ดอลลาร์ หากปิด "ช่องแคบฮอร์มุซ" ไทยจ่อกระทบหนัก
TNN ช่อง16
3 มีนาคม 2569 ( 09:00 )

"ราคาน้ำมัน" จ่อวิกฤต หากปิด "ช่องแคบฮอร์มุซ" นักวิเคราะห์ชี้มีสิทธิ์พุ่งทะลุ 90 ดอลลาร์ กลับสู่ยุค 1970


สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า หลังจากเกิดการโจมตีอิหร่าน โดยสหรัฐฯ และอิสราเอล ก็ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงในวันจันทร์ที่ผ่านมา ขณะที่ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลง ท่ามกลางความกังวลว่าความขัดแย้งทางทหารในตะวันออกกลางอาจยืดเยื้อเป็นเวลาหลายสัปดาห์ ดังนั้นนักลงทุนจึงเร่งโยกเงินเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างดอลลาร์สหรัฐและทองคำ


รายงานระบุว่า น้ำมันดิบเบรนท์ทะยานขึ้น 4.5% แตะระดับ 76.07 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากระหว่างวันเคยพุ่งทะลุ 82 ดอลลาร์ ขณะที่น้ำมันดิบสหรัฐ (WTI) เพิ่มขึ้น 3.9% สู่ระดับ 69.59 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ด้านราคาทองคำปรับขึ้น 1% แตะ 5,327 ดอลลาร์ต่อออนซ์


ขณะเดียวกันการปฎิบัติการทางทหารของสหรัฐฯและอิสราเอล ต่ออิหร่านก็ยังไม่มีสัญญาณผ่อนคลาย เช่นเดียวกับอิหร่านก็ตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธทั่วภูมิภาค เพิ่มความเสี่ยงที่ประเทศเพื่อนบ้านจะถูกดึงเข้าสู่ความขัดแย้ง โดยทางประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับ Daily Mail ว่าสถานการณ์อาจยืดเยื้ออีกอย่างน้อย 4 สัปดาห์ พร้อมย้ำว่าการโจมตีจะดำเนินต่อไปจนกว่าสหรัฐฯ จะบรรลุเป้าหมาย


ปัจจัยสำคัญและตัวแปรสำคัญที่ต้องจับตา คือ "ช่องแคบฮอร์มุซ" ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันทางทะเลมากกว่า 20% ของโลก และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) อีกกว่า 20% แม้ช่องแคบดังกล่าวยังไม่ถูกปิดอย่างเป็นทางการ แต่ข้อมูลจากระบบติดตามเรือพบว่าเรือบรรทุกน้ำมันจำนวนมากจอดรออยู่ทั้งสองฝั่ง เนื่องจากกังวลความเสี่ยงการโจมตีหรืออาจไม่สามารถทำประกันภัยการเดินทางได้






ความเห็นจาก ฮอร์เก เลออน หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ภูมิรัฐศาสตร์ของ Rystad Energy ระบุว่า ผลกระทบที่ชัดเจนที่สุดต่อตลาดน้ำมัน คือ การหยุดชะงักของการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งทำให้น้ำมันดิบราว 15 ล้านบาร์เรลต่อวันไม่สามารถเข้าสู่ตลาดได้ และหากไม่มีสัญญาณลดระดับความตึงเครียดอย่างรวดเร็ว ราคาน้ำมันมีแนวโน้มถูกปรับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ


นอกจากนี้การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันในระยะยาวอาจจุดแรงกดดันเงินเฟ้อทั่วโลกอีกครั้ง และจะกลายเป็นภาษีแฝงต่อภาคธุรกิจและผู้บริโภค ซึ่งอาจจะมาฉุดอุปสงค์และการเติบโตทางเศรษฐกิจ ขณะที่กลุ่มโอเปกพลัส (OPEC+) ล่าสุดได้มีมติเพิ่มกำลังการผลิต 206,000 บาร์เรลต่อวันในเดือนเมษายน แต่สุดท้ายแล้วการส่งออกยังต้องอาศัยเส้นทางขนส่งจากตะวันออกกลางเป็นหลัก


นักวิเคราะห์จาก Wood Mackenzie ชี้ว่าสถานการณ์ปัจจุบันมีลักษณะใกล้เคียงกับวิกฤตน้ำมันในทศวรรษ 1970 ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นกว่า 300% โดยประเมินว่าราคาที่ทะลุ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเงื่อนไขปัจจุบันไม่ใช่เรื่องไกลเกินจริง หากอุปทานถูกกระทบอย่างมีนัยสำคัญ


แรงกระเพื่อมดังกล่าวส่งผลต่อตลาดหุ้นเอเชีย โดยดัชนีนิกเกอิของญี่ปุ่นร่วง 1.4% เนื่องจากญี่ปุ่นนำเข้าน้ำมันทั้งหมด สายการบินได้รับผลกระทบหนัก ขณะที่ดัชนีหุ้นจีนทรงตัว ส่วนดัชนี MSCI Asia-Pacific ex-Japan ลดลง 1.2% ในตะวันออกกลาง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และคูเวตประกาศปิดตลาดหุ้นชั่วคราวโดยอ้าง “สถานการณ์พิเศษ”


ตลาดยุโรปและสหรัฐฯ ก็เผชิญแรงกดดันเช่นกัน โดยสัญญาซื้อขายล่วงหน้า EUROSTOXX 50 ลดลง 1.4% และ DAX ลดลง 1.3% ขณะที่ฟิวเจอร์ส S&P 500 และ Nasdaq ต่างปรับลง 0.6%

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ผลกระทบที่เห็นได้ชัดในระยะสั้นคือความผันผวนของราคาโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะทองคำที่มีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ราคาน้ำมันมีแรงกดดันจากความกังวลด้านอุปทาน เนื่องจากพื้นที่สู้รบอยู่ใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ด้านพลังงานของโลก และเป็นเส้นทางเดินเรือที่มีความหนาแน่นสูง


โดยย้ำให้จับตา เพราะหากสถานการณ์ยังคงตึงเครียดหรือขยายวงกว้าง ราคาน้ำมันมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น และจะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อเศรษฐกิจโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย โดยในระยะสั้นอาจเป็นผลกระทบทางจิตวิทยาที่ทำให้ราคาปรับขึ้น แต่หากความขัดแย้งยืดเยื้อหรือมีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เช่น บ่อน้ำมันหรือโรงกลั่นของอิหร่าน ก็อาจทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นรุนแรงมากกว่าที่ประเมินไว้


โดยเฉพาะในช่วงสั้นผลกระทบทางจิตวิทยาราคาน้ำมันคงพุ่งขึ้นแน่นอน ส่วนระยะยาวหากสถานการณ์บานปลาย ราคาน้ำมันก็มีโอกาสพุ่งขึ้นแรง ซึ่งจะกระทบทั้งเศรษฐกิจโลกที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ และภาคการผลิตของไทย


นอกจากนี้ ประธานสภาอุตสาหกรรมฯ ยังระบุด้วยว่า ต้องติดตามปัจจัยแวดล้อมอื่นอย่างใกล้ชิด ทั้งท่าทีของพันธมิตรอิหร่านในตะวันออกกลาง รวมถึงประเทศมหาอำนาจที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอิหร่านอย่าง จีน และ รัสเซีย ว่าจะมีบทบาทหรือท่าทีอย่างไร เพราะปัจจัยเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางความรุนแรงของสถานการณ์


สำหรับประเทศไทย ความเสี่ยงสำคัญอยู่ที่การนำเข้าน้ำมันดิบ เนื่องจากไทยนำเข้าน้ำมันประมาณ 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยเป็นการนำเข้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซคิดเป็น 70-80% หรือราว 700,000-800,000 บาร์เรลต่อวัน หากเกิดการปิดช่องแคบจริง จะกระทบต่อปริมาณนำเข้าอย่างมีนัยสำคัญ และอาจนำไปสู่ภาวะขาดแคลนพลังงานในประเทศทันที


นายเกรียงไกรระบุว่า ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงพลังงานและบริษัทน้ำมันในประเทศ ควรเร่งหารือร่วมกันโดยด่วน เพื่อประเมินสถานการณ์และวางแผนรองรับ ทั้งในด้านเส้นทางขนส่งสำรอง การบริหารสต๊อกน้ำมัน และการประเมินน้ำมันสำรองของประเทศว่าสามารถรองรับได้กี่วันในกรณีเลวร้ายที่สุด หรือ Worst Case Scenario


นอกจากนี้ ยังต้องประเมินผลกระทบต่อภาคการขนส่ง เนื่องจากต้นทุนน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจะส่งผ่านไปยังต้นทุนโลจิสติกส์ และท้ายที่สุดจะสะท้อนสู่ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งอาจซ้ำเติมกำลังซื้อของประชาชนในช่วงที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่


ในด้านค่าเงิน นายเกรียงไกรยอมรับว่า มีผลกระทบเล็กน้อย โดยก่อนหน้านี้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงและดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น แต่ล่าสุดเริ่มปรับตัวกลับมาเล็กน้อย ขณะที่ราคาทองคำมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยล่าสุดขยับขึ้นมาอยู่ในระดับประมาณ 5,300-5,400 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ สะท้อนแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์


อย่างไรก็ตาม ภาคอุตสาหกรรมยังประเมินไม่ได้ว่าสถานการณ์จะยืดเยื้อหรือไม่ โดยคาดหวังให้เหตุการณ์ยุติโดยเร็วที่สุด เพื่อลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคการส่งออกและนำเข้า ซึ่งพึ่งพาต้นทุนพลังงานในสัดส่วนสูง โดยระบุว่าหากจบเร็ว ความเสียหายก็น้อยและฟื้นตัวได้ แต่ถ้ายืดเยื้อ เราต้องมีมาตรการรองรับ เพราะผลกระทบจะลามไปทั้งภาคการผลิต การส่งออก และต้นทุนสินค้า


ทั้งนี้ ภาคเอกชนเตรียมเสนอแนวทางหารือกับรัฐบาล เพื่อกำหนดมาตรการรองรับสถานการณ์ในหลายระดับ ทั้งระยะสั้น กลาง และยาว โดยเน้นการบริหารความเสี่ยงด้านพลังงานเป็นลำดับแรก ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ตะวันออกกลางที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในช่วงเวลาต่อจากนี้

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง