ปัจจัยลบตปท.ระอุ! ทองคำยืนหนึ่งสินทรัพย์หลบภัย ลุ้น 70,000 บาทได้หรือไม่

ราคาทองคำกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง หลังจากสหรัฐฯ บุกเข้าจับกุมประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ซึ่งจุดชนวนความตึงเครียดทั่วโลก โดยราคาทองคำ gold spot ปรับตัวสูงขึ้น 0.8% อยู่ที่ 4,485.39 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ จากที่เคยทำให้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 4,549.71 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ เมื่อธ.ค.68 ที่ผ่านมา ดังนั้นทองคำยังเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในปี 68 พุ่งขึ้น 64.4% ทำผลงานรายปีที่ดีที่สุดนับตั้งแต่ปี 2522
ล่าสุดในวันนี้ 10 ม.ค. 69 ราคาทองคำขึ้นต่อ โดย gold spot ปรับขึ้น 0.5% สู่ระดับ 4,496.09 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ หลังตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ในเดือนธ.ค. 68 เพิ่มขึ้น 50,000 ตำแหน่ง ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 60,000 ตำแหน่ง ขณะที่อัตราการว่างงานลดลงเหลือ 4.4% ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 4.5%
ทั้งนี้ส่งผลให้ราคาทองคำวันนี้ (10 ม.ค.) พุ่ง 450 บาท ทองคำแท่งซื้อ 66,800 บาท ขายออกบาทละ 66,900 บาท ทองรูปพรรณซื้อบาทละ 65,460.88 บาท ขายออกบาทละ 67,700 บาท
ส่วนแนวโน้มทิศทางราคาทองคำยังไปต่อมากน้อยแค่ไหน จะมีแรงหนุนที่ทำให้ราคาทองคำทุบสถิติใหม่และปรับขึ้นแบบดุเดือนวันละ 1,000 บาทเหมือนปี 68 หรือไม่นั้น ในวันนี้ TNN Online พาไปไขคำตอบจากกูรูกันค่ะ
ฝั่ง "อารีรัตน์ มุราชัย" หัวหน้านักวิเคราะห์ บริษัท จีแคป จำกัด หรือ GCAP GOLD ประเมินว่า ราคาทองคำปีนี้ยังไปต่อ เพราะช่วงต้นปีที่ผ่านมาทั่วโลกต้องเผชิญกับสิ่งที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น หลังนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ปฏิบัติการทางทหารเข้าควบคุมตัวประธานาธิบดีเวเนซุเอลา “ นิโคลัส มาดูโร” เพิ่มความไม่แน่นอนต่อเสถียรภาพทางการเมืองและพลังงานโลก นอกจากนี้ “ทรัมป์” ระบุว่า สหรัฐฯ จำเป็นต้องเป็นเจ้าของกรีนแลนด์เพื่อป้องกันไม่ให้รัสเซียและจีนเข้ายึดครอง ประเด็นข่าวที่เกิดขึ้นยังเป็นปัจจัยหนุนทองคำไม่ให้ปรับตัวลง
ส่วนกรณีที่เกาหลีเหนือได้ทำการยิงขีปนาวุธครั้งใหม่ในช่วงที่ผ่านมา แม้ว่าในเบื้องต้นเหตุการณ์ดังกล่าวจะยังไม่ส่งผลกระทบเชิงเศรษฐกิจโดยตรงทันที แต่อาจกระตุ้นให้เกิดแรงซื้อเชิงป้องกันความเสี่ยงในตลาดการเงินโลก โดยเฉพาะช่วงที่นักลงทุนยังคงขาดความเชื่อมั่นต่อทิศทางและเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลกในภาพรวมทำให้ทองคำยังเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่น่าลงทุน
นอกจากนี้การที่ศาลสูงสุดสหรัฐฯ เลื่อนการตัดสินคดีเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของนโยบาย "กำแพงภาษี" ของโดนัลด์ ทรัมป์ โดยกำหนดวันประกาศคำตัดสินใหม่เป็นวันที่ 14 ม.ค.นั้น จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อโครงสร้างเศรษฐกิจโลก แต่จะทำให้ราคาทองคำปรับขึ้นหรือลงมากน้อยแค่ไหนนั้น คงต้องรอผลคำพิพากษาออกมาอย่างเป็นทางการก่อน ถ้าการกระทำของ “ทรัมป์” มีความผิดต้องดูว่าจะต้องคืนเงินให้กับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกที่ “ทรัมป์”เก็บภาษีหรือไม่ ซึ่งจะทำให้ภาคการคลังสหรัฐฯ สั่นคลอน
ขณะเดียวกันประเด็นที่ต้องจับตาคือการที่ “ทรัมป์” เพิ่มงบงกระทรวงกลาโหม จาก 9.01 แสนล้านบาท เป็น1.5 ล้านล้านบาทในปี 70 นั้น สร้างความสงสัยให้กับบรรดาผู้เชี่ยวชาญมากมายว่างบประมาณมหาศาลเหล่านั้นจะวางแผนทำอะไรต่อหรือไม่
สำหรับการประชุมธนาคารกลางสหรัฐหรือ เฟด 27-29 ม.ค. นี้ คาดว่ายังไม่ปรับลดดอกเบี้ย แต่จะปรับลดจริงในช่วงไตรมาส 2 ซึ่งเป็นผลดีต่อทองคำ นอกจากนี้ “ทรัมป์” ได้ส่งสัญญาณชัดเจนว่าอาจมีการเปิดตัวผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) คนใหม่ช่วงเดือนม.ค. เป็นเรื่องที่ต้องติดตามใกล้ชิด
ด้านกลยุทธ์การลงทุนถ้าราคา gold spot ไม่หลุด 4,400 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ราคาทองคำน่าจะไต่ขึ้นต่อ ประเมินแนวต้านแรกที่ 4,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ แนวต้านถัดไปที่ 4,550 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ราคาทองแท่งจะอยู่ที่ประมาณ 67,000-67,500 บาท และถ้าความเสี่ยงด้านภูมิศาสตร์ และมีเหตุการณ์ระหว่างประเทศรุนแรงขึ้นแบบไม่คาดคิดมาก่อน มีโอกาสที่จะเห็น gold spot ทะลุ 4,700 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ทองแท่ง 70,000 บาท (คิดอัตราแลกเปลี่ยนที่ 32.60 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ) ในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้
ส่วนแนวรับอยู่ที่ 4,300 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ แนวรับถัดไปที่ 4,250 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ซึ่งสะสมในช่วงที่ราคาย่อตัวใกล้บริเวณ 63,800-64,500 บาทให้ทยอยเข้าซื้อสะสม หากทองปรับตัวขึ้นก็ให้ขายทำกำไรบางส่วน เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนในระยะสั้น โดยเชื่อว่าทองคำยังเป็นขาขึ้น แต่อาจไม่ร้อนแรงเหมือนปีก่อนที่ขึ้นวันละ 1,000-2,000 บาท ซึ่งช่วงต้นปีนี้ขึ้นเฉลี่ยววันละ 400-500 บาท โดยในปี 68 ที่ผ่านมา gold spot ขึ้น 180 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ หรือ 65% ทองแท่งขึ้น 22,550 บาท หรือ 50%
สอดรับกับ "พิชญา พิสุทธิกุล" อุปนายกสมาคม คนที่ 1 สมาคมค้าทองคำ ประเมินว่า ทองคำยังเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่ธนาคารกลางทั่วโลกยังซื้อเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นและลดการถือครองสกุลดอลลาร์สหรัฐ
โดยก่อนหน้านี้ สหรัฐใช้การเข้าถึงระบบการชำระเงินด้วยเงินดอลลาร์เป็นเครื่องมือในการลงโทษทางการเงินประเทศที่ไม่ถูกใจ เช่น รัสเซีย และจีน หลังจากที่รัสเซียเข้ารุกรานยูเครนในปี 2565 ธนาคารหลักๆ ของรัสเซียก็ไม่สามารถใช้เครือข่ายการชำระเงินระหว่างประเทศที่เรียกว่า SWIFT ได้ ขณะที่ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ยังมีอยู่จึงเป็นแรงพยุงราคาทองไม่ให้ปรับตัวลง
ทั้งนี้ต้องติดตามว่า หากศาลสูงสุดสหรัฐฯ ตัดสินเกี่ยวกับการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของ “ทรัมป์” กับทั่วโลก โดยให้ “ทรัมป์” คืนภาษีที่จัดเก็บกับต่างประเทศนั้น “ทรัมป์” จะงัดกฎหมายอะไรออกมาหักล้างหรือไม่ ซึ่งต้องรอดูสถานการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนว่าจะออกมาในรูปแบบไหน นอกจากนี้การเปลี่ยนตัวประธานเฟดแทนนายเจอโรม พาวเวลล์ ที่ครบวาระนั้น ถ้า “ทรัมป์” แต่งตั้งคนของตัวเองขึ้นมาแทนก็จะทำให้ทองคำปรับขึ้น เนื่องจาก “ทรัมป์” ต้องการให้เฟดลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง
ส่วนการเคลื่อนไหวราคาทองคำในปีนี้อาจไม่เท่ากับปี 68 เพราะเหตุการณ์หลายเหตุการณ์ในต่างประเทศได้เริ่มคลี่คลายลง แต่ราคาทองคำยังไปต่อ เนื่องจากมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเข้ามา เช่น สหรัฐฯ บุกเข้าจับกุมประธานาธิบดีเวเนซุเอลา เป็นต้น โดยประเมินว่าในช่วงไตรมาส 1/69 ราคา gold spot จะอยู่ที่ 4,500-4,600 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ราคาทองคำแท่งจะอยู่ที่ 65,000-68,000 บาท ซึ่งขึ้นกับค่าเงินบาทในช่วงนั้นว่าจะอ่อนค่าหรือแข็งค่ามากน้อยแค่ไหน
สำหรับทองรูปพรรณนั้น ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมายอดขายลดลงประมาณ 50 % หลังราคาทองขยับขึ้นจากระดับ 40,000 บาทมาที่ระดับ 60,000 บาท โรงงาน และ บริษัทต่าง ๆ ที่เคยซื้อทองให้กับพนักงานเพื่อเป็นโบนัสลดขนาดการซื้อทองลง จากเดิม 1 บาท เหลือ 1 สลึง หรือ 2 สลึง และในช่วงตรุษจีนปีนี้การซื้อทองเพื่อแจกแต๊ะเอียก็อาจจะลดลงเช่นกันจากราคาทองในปัจจุบันที่อยู่ในระดับสูง
อย่างไรก็ตาม แนะนำให้ซื้อทองที่ร้านค้าทองสร้างความเชื่อมั่นได้ดีกว่าการซื้อผ่านออนไลน์ เพราะราคาทองที่ขายเป็นไปตามที่สมาคมค้าทองคำกำหนด และอย่าไปหลงเชื่อการซื้อผ่านออนไลน์ราคาต่ำกว่าซื้อผ่านร้านทอง เนื่องจากไม่มีใครขายทองคำต่ำกว่าต้นทุนที่แท้จริงและอาจทำให้ถูกหลอกและเสียเงินจำนวนมากได้
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
