ผลกระทบ “เอลนีโญ” ส่งสัญญาณเตือนถึงไทย เหนือ-อีสานเตรียมรับมืออุณหภูมิสูงกว่าปกติ

ผลกระทบ “เอลนีโญ” ต่อประเทศไทย
ปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” เป็นความผิดปกติของอุณหภูมิน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกที่ส่งผลกระทบรุนแรงไปทั่วโลก แม้ว่าปรากฏการณ์นี้จะอยู่ห่างไกลจากประเทศไทยทำให้ผลกระทบไม่ได้เกิดขึ้นโดยตรง แต่การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิน้ำทะเลและชั้นบรรยากาศกลับส่งผลให้ทิศทางลมมรสุม รวมถึงเส้นทางพายุเปลี่ยนไป ซึ่งเริ่มส่งผลต่อปริมาณและการกระจายตัวของฝนในประเทศไทยแล้วในขณะนี้
ข้อมูลจาก ดร.ชลัมภ์ อุ่นอารีย์ ผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมภูมิอากาศแห่งชาติ กรมอุตุนิยมวิทยา ได้ระบุเกี่ยวกับผลกระทบ “เอลนีโญ” ต่อประเทศไทย ว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญ เป็นปรากฏการณ์ที่ว่าด้วยเรื่องของอุณหภูมิเกี่ยวกับน้ำทะเลที่ผิดปกติในมหาสมุทรแปซิฟิก โดยเมื่อไหร่ก็ตามที่อุณหภูมิเกี่ยวน้ำทะเล มันสูงกว่าค่าเฉลี่ยเกิน 0.5 องศาเซลเซียส เราจะถือว่ามันเกิดสภาวะเอลนีโญแล้ว โดยสภาวะของเอลนีโญมันส่งผลกระทบออกไปทั่วโลก
จากข้อมูล ล่าสุดของปรากฏการณ์เอลนีโญและลานีญา ที่อัปเดตข้อมูล เมื่อวันที่ 24 สิงหาคมที่ผ่านมา ก็พบว่าอุณหภูมิผิวน้ำทะเลตอนกลางของมหาสมุทรแปซิฟิก ก็มีค่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยโดยประมาณ 1.8 องศาเซลเซียส ซึ่งในอุณหภูมิที่สูงมันส่งผลกระทบทำให้ชั้นบรรยากาศเกิดความผิดปกติ โดยเฉพาะในเขตแปซิฟิกตอนกลาง
สภาวะ “เอลนีโญ” ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย อย่างไรบ้าง?
ดร.ชลัมภ์ เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมว่า สภาวะเอลนีโญ จะส่งผลกระทบต่อประเทศไทย อย่างไรบ้าง หลักๆ เลย เนื่องจากปรากฏการณ์เอลนีโญและลานีญา อยู่ห่างจากประเทศไทยประมาณ 10,000 กิโลเมตร เพราะฉะนั้น ผลกระทบที่จะส่งผลต่อประเทศไทย อาจจะยังไม่ชัดเจนและโดยตรง แต่สิ่งหนึ่งที่เราเห็นได้ก็คือปรากฏการณ์นี้มีผลทำให้ร่องมรสุมหรือเส้นทางพายุมีลักษณะที่เปลี่ยนไป จนส่งผลทำให้ในช่วงเดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะในเดือนกรกฎาคม มิถุนายน และพฤษภาคม มีปริมาณฝนลดลง โดยปกติแล้วอิทธิพลที่ทำให้ประเทศไทยมีปริมาณฝนก็เกิดมาจากตัวลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ร่องมรสุมแล้วก็พายุหมุนเขตร้อน
ซึ่งจากข้อมูลที่เรามีอยู่ พบว่าเมื่อปรากฏการณ์เอลนีโญและลานีญา มันพัฒนาตัวแรงขึ้น อาจจะส่งผลกระทบทำให้เส้นทางพายุมันเปลี่ยนไป ทำให้ตัวร่องมรสุมควรที่จะพาดผ่านบริเวณทางตอนบนของประเทศอย่างต่อเนื่อง ก็กลับกลายไปเป็นพาดผ่านบริเวณอื่นก็เลยส่งผลกระทบทำให้การกระจายของฝนจะดีแต่ปริมาณฝนไม่ได้เยอะ บางพื้นที่อาจจะมีปริมาณฝนน้อยกว่าค่าปกติและบางพื้นที่อาจจะมีฝนมากกว่าค่าปกติได้
ส่วนผลกระทบของปรากฏการณ์เอลนีโญต่ออุณหภูมิ ข้อมูลที่ผ่านมา ในช่วง 3 เดือน ปรากฏว่าอุณหภูมิก็จะแกว่งอยู่ในช่วง บวก-ลบ 0.5 องศาเซลเซียส ซึ่งก็ยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติอยู่
ดร.ชลัมภ์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า สำหรับหลายๆ คนที่อาจจะสงสัยว่าทำไมพอเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญแล้ว ยังมีช่วงบางพื้นที่ที่ฝนตกหนักอยู่ อันนี้ก็จะเป็นระบบร่องมรสุมที่เป็นลักษณะปกติที่เกิดขึ้นได้ เพราะว่าโดยปกติปรากฏการณ์เอลนีโญเป็นปรากฏการณ์ขนาดใหญ่ แต่ในขณะที่กลุ่มฝนหรือฝนตกหนักมันจะเป็นปรากฏการณ์ระดับเล็กๆ ระดับร่องมรสุม ส่วนในบางพื้นที่ที่มีฝนตกหนัก อาจจะเกิดจากปัจจัยเฉพาะถิ่น โดยเฉพาะบริเวณที่เป็นเทือกเขา ซึ่งอาจจะมีแนวของการเกิดฝนหนักได้โดยปกติอยู่แล้ว
ปีที่ผ่านมาปริมาณฝนสูงกว่าค่าเฉลี่ยประมาณ 10%
สำหรับปีที่ผ่านมา ถือว่าปริมาณฝนมีค่าสูงกว่าค่าเฉลี่ย โดยภาพรวมทั้งประเทศประมาณ 10% แต่ในปี นี้ เนื่องจากว่ายังไม่ครบปี ถ้านับจนถึงวันที่ 25 สิงหาคม ก็ถือว่าในบางพื้นที่ยังมีปริมาณฝนน้อยกว่าค่าปกติอยู่ อันเนื่องมาจากร่องมรสุมที่มีลักษณะที่ไม่พาดผ่านในตำแหน่งที่ควรจะพาดผ่าน อันนี้อาจจะกลายเป็นปัจจัยหนึ่ง ซึ่งถ้าเรามองการบริหารจัดการน้ำหรือภาคเกษตรเองก็ตาม ตอนนี้ยังไม่น่าห่วงเท่าไหร่ เนื่องจากปริมาณฝนเองยังคงมีปริมาณและการกระจายอยู่ในช่วงค่าปกติอยู่
ส่วนเรื่องผลกระทบของปริมาณฝนตอนนี้ก็ยังไม่น่าห่วง เพราะว่าจากปีที่แล้วเรายังมีปริมาณน้ำต้นทุนที่ยังบวกอยู่ ประกอบกับปีนี้จากข้อมูลจนถึงปัจจุบัน ปริมาณฝนก็ยังมีบางพื้นที่ที่อาจจะต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ซึ่งก็ไม่ได้มากประมาณ 10 กว่าเปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ซึ่งแน่นอนเรายังมีช่วงเวลาที่มีพายุเขตร้อนเข้ามา
สภาวะ “เอลนีโญ” มีโอกาสเปลี่ยนเป็น “ซูเปอร์เอลนีโญ” ?
“หลายๆ คน อาจจะกังวล เรื่องของสภาวะเอลนีโญที่จะเข้าสู่ความเป็น “ซูเปอร์เอลนีโญ” ถามว่ามีโอกาสไหมก็มี เพราะว่าจากการคาดการณ์ของหน่วยงานอุตุนิยมวิทยาหลายๆ หน่วยงาน พบว่าโอกาสที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณตอนกลางของแปซิฟิกจะสูงกว่าค่าเฉลี่ย 2.5 องศาเซลเซียส มีโอกาสสูงถึง 90% ในช่วงเดือนกันยายน ตุลาคม พฤศจิกายน ปี 2569 แล้วสภาวะ “ซูเปอร์เอลนีโญ” จะคงอยู่ไปกระทั่งจนถึงเดือนพฤศจิกายน ธันวาคม แล้วก็เดือนมกราคม ปี 2570 ส่วนอุณหภูมิในช่วงต้นปีหน้ามีแนวโน้มที่จะสูงกว่าค่าปกติ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ” ดร.ชลัมภ์ กล่าวทิ้งท้าย
จากข้อมูลข้างต้นนั้น สรุปได้ว่าแม้ไทยจะเริ่มได้รับผลกระทบจากเอลนีโญจนทำให้ฝนในบางพื้นที่ลดลงจากค่าปกติไปบ้าง แต่ในภาพรวมด้านการเกษตรและการบริหารจัดการน้ำยังไม่น่ากังวล ขณะที่ความท้าทายสำคัญในช่วงปลายปีกับสภาวะ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ซึ่งอาจจะลากยาวไปจนถึงต้นปี 2570
ขอบคุณข้อมูลจาก : กรมอุตุนิยมวิทยา
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
