หุ้นดาวโจนส์วันนี้ 6 พฤษภาคม 2569 ปิดพุ่ง 356.35 จุด ตลาดได้ปัจจัยบวกจากข้อตกลงหยุดยิง

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกกว่า 300 จุดในวันอังคาร (5 พ.ค.) ส่วนดัชนี S&P500 และ Nasdaq ปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยได้แรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของหุ้นบริษัทผลิตชิปปัญญาประดิษฐ์ (AI) และแนวโน้มผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียน
นอกจากนี้ ตลาดยังได้ปัจจัยบวกจากการที่ทำเนียบขาวยืนยันว่า ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านยังคงมีผลบังคับใช้
ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 49,298.25 จุด เพิ่มขึ้น 356.35 จุด หรือ +0.73%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,259.22 จุด เพิ่มขึ้น 58.47 จุด หรือ +0.81% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 25,326.13 จุด เพิ่มขึ้น 258.32 จุด หรือ +1.03%
หุ้นทั้ง 11 กลุ่มในดัชนี S&P500 ปิดในแดนบวก นำโดยหุ้นกลุ่มวัสดุพุ่งขึ้น 1.67% ตามด้วยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีพุ่งขึ้น 1.63%
หุ้นดาวโจนส์คืออะไร? ทำความเข้าใจดัชนีสำคัญของตลาดหุ้นโลก
พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมของสหรัฐฯ เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวในวันอังคารว่า ข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่านยังคงมีผลบังคับใช้ นอกจากนี้ เขากล่าวว่าเรือพาณิชย์ของสหรัฐฯ 2 ลำ พร้อมทั้งเรือพิฆาตของกองทัพเรือสหรัฐฯ ได้แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างปลอดภัย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเส้นทางเดินเรือดังกล่าวสามารถเปิดใช้งานได้ตามปกติ ในขณะที่กองกำลังสหรัฐฯ ต้องการใช้แนวทางสันติในการนำทางลูกเรือกว่า 22,500 คนที่ติดค้างอยู่บนเรือมากกว่า 1,550 ลำให้ออกจากอ่าวเปอร์เซีย
คำยืนยันดังกล่าวช่วยให้ตลาดคลายความกังวล หลังจากที่ก่อนหน้านี้ตลาดถูกกดดันจากความวิตกกังวลว่าการที่สหรัฐฯ และอิหร่านพยายามอ้างสิทธิ์ในการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซนั้น จะลุกลามบานปลายและนำไปสู่สถานการณ์ที่รุนแรง
ตลาดยังได้แรงหนุนจากความแข็งแกร่งของหุ้นบริษัทผลิตชิป AI โดยหุ้น Intel ทะยานขึ้น 13% หลังจากสื่อรายงานว่าบริษัท Apple กำลังพิจารณาการจ้าง Intel ผลิตชิปประมวลผลสำหรับใช้งานในอุปกรณ์ของ Apple
ดัชนีหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ที่ตลาดหุ้นฟิลาเดลเฟีย (PHLX Semiconductor Index) พุ่งขึ้น 4.2% แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยนับตั้งแต่ต้นปี 2569 ดัชนี PHLX ทะยานขึ้นไปแล้วถึง 55%
หุ้น AMD ซึ่งเป็นบริษัทออกแบบชิป พุ่งขึ้น 4% ก่อนที่บริษัทจะเปิดเผยผลประกอบการหลังตลาดปิดทำการ ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่ารายได้ของบริษัทจะเพิ่มขึ้น 33%
ทีมวิจัยด้านผลประกอบการของ LSEG คาดการณ์ว่า บริษัทในดัชนี S&P500 จะมีอัตราการเติบโตของกำไรรวมกันอยู่ที่ 28% ในไตรมาสแรก ซึ่งเป็นการเติบโตรายไตรมาสที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ปี 2564 โดยบริษัทยักษ์ใหญ่ด้าน AI ในวอลล์สตรีทเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโตดังกล่าว
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
