"ไมโครพลาสติกและนาโนพลาสติก" ภัยเงียบอันตราย ต้นเหตุ"โรคหัวใจและหลอดเลือด"

ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ไบโอเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้โพสต์เฟซบุ๊ก Anan Jongkaewwattana โดยระบุว่า
ผลกระทบของไมโครพลาสติกและนาโนพลาสติกต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด
ปัจจุบันปัญหาขยะพลาสติกได้ทวีความรุนแรงขึ้นจนกลายเป็นวิกฤตระดับโลก เมื่อพลาสติกเหล่านี้เสื่อมสลายลงตามเวลา พวกมันไม่ได้หายไปไหน แต่แตกตัวออกเป็นชิ้นส่วนขนาดเล็กมากๆที่เราเรียกว่า ไมโครพลาสติกและนาโนพลาสติก อนุภาคเหล่านี้มีขนาดเล็กมากจนตาเปล่ามองไม่เห็น และได้แทรกซึมเข้าสู่สิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา ทั้งในแหล่งน้ำ ดิน และอากาศ สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ อนุภาคพลาสติกเหล่านี้กำลังเดินทางเข้าสู่ร่างกายเราและอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งเป็นประเด็นที่วงการวิทยาศาสตร์กำลังให้ความสนใจอย่างมากในขณะนี้
โดยทั่วไปพวกเราจะได้รับไมโครพลาสติกและนาโนพลาสติกเข้าสู่ร่างกายผ่านสามช่องทางหลัก ช่องทางแรกและเป็นช่องทางที่พบมากที่สุดคือการกินอาหารและดื่มน้ำที่มีการปนเปื้อน ไม่ว่าจะเป็นอาหารทะเล น้ำดื่มบรรจุขวด หรือแม้แต่อาหารที่อุ่นในภาชนะพลาสติก ช่องทางที่สองคือการสูดดมฝุ่นละอองในอากาศที่มีอนุภาคพลาสติกปะปนอยู่ ซึ่งมักมาจากเส้นใยเสื้อผ้าสังเคราะห์หรือการสึกหรอของยางรถยนต์ และช่องทางสุดท้ายคือการซึมผ่านผิวหนังจากการใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวบางชนิด เมื่ออนุภาคพลาสติกเหล่านี้เข้าสู่ร่างกาย โดยเฉพาะอนุภาคระดับนาโนที่มีขนาดเล็กเป็นพิเศษ พวกมันสามารถทะลุผ่านผนังลำไส้หรือถุงลมในปอด เข้าสู่กระแสเลือดและเดินทางไปสะสมตามอวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกายได้อย่างง่ายดาย
หลักฐานล่าสุดได้พบข้อมูลที่น่าตกใจว่า ไมโครพลาสติกและนาโนพลาสติกสามารถเดินทางทะลุผ่านปราการป้องกันของร่างกายและเข้าไปสะสมอยู่ในระบบหัวใจและหลอดเลือดของมนุษย์ได้จริง นักวิจัยได้ตรวจพบอนุภาคพลาสติกหลากหลายชนิดแฝงตัวอยู่ในกระแสเลือด คราบไขมันที่เกาะติดและอุดตันตามผนังเส้นเลือด ลิ่มเลือดที่อุดตันในอวัยวะสำคัญ และแม้กระทั่งฝังตัวลึกอยู่ในเนื้อเยื่อของกล้ามเนื้อหัวใจและเยื่อหุ้มหัวใจโดยตรง การค้นพบนี้ชี้ให้เห็นพฤติกรรมที่น่ากังวลของอนุภาคพลาสติก ซึ่งมักจะถูกดึงดูดและไปสะสมตัวกระจุกอยู่ในบริเวณที่หลอดเลือดมีความเสียหายหรือมีการอักเสบอยู่ก่อนแล้ว
ข้อมูลจากการติดตามศึกษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดยังพบความเชื่อมโยงที่ชัดเจนว่า ผู้ที่มีการสะสมของพลาสติกในคราบไขมันหลอดเลือด จะมีระดับสารบ่งชี้การอักเสบในร่างกายที่สูงกว่าปกติ ซึ่งส่งผลให้คราบไขมันเหล่านั้นเปราะบางและแตกออกได้ง่ายขึ้น ด้วยเหตุนี้ ผู้ป่วยกลุ่มนี้จึงมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไปหลายเท่าตัวที่จะเผชิญกับภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและเฉียบพลัน เช่น ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หรือโรคหลอดเลือดสมองตีบตัน
เมื่ออนุภาคพลาสติกเหล่านี้เดินทางเข้าไปสัมผัสกับเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจหรือเซลล์เยื่อบุผนังหลอดเลือด ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะรับรู้ทันทีว่านี่คือสิ่งแปลกปลอมที่ต้องกำจัด จึงพยายามส่งเซลล์เม็ดเลือดขาวเข้ามาจัดการ แต่เนื่องจากพลาสติกเป็นวัสดุที่ย่อยสลายยาก กระบวนการนี้จึงล้มเหลวและลุกลามกลายเป็นการกระตุ้นให้เกิดการอักเสบเรื้อรังเฉพาะที่ การอักเสบที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนี้จะทำลายความสมบูรณ์ของผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดสูญเสียความยืดหยุ่นและเกิดรอยรั่วขนาดเล็ก ซึ่งเป็นการเปิดทางให้คอเลสเตอรอลและไขมันชนิดเลวแทรกซึมเข้าไปสะสมในผนังหลอดเลือดได้รวดเร็วและง่ายดายยิ่งขึ้น อันเป็นจุดเริ่มต้นของการเกิดภาวะหลอดเลือดแข็งตัว
นอกจากผลกระทบต่อผนังหลอดเลือดแล้ว ความน่ากลัวของนาโนพลาสติกคือความสามารถในการแทรกซึมทะลุผ่านเยื่อหุ้มเซลล์เข้าไปถึงอวัยวะภายในเซลล์ โดยเฉพาะการเข้าไปทำลาย "ไมโทคอนเดรีย" เมื่อไมโทคอนเดรียถูกรบกวน เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจจะประสบกับภาวะขาดแคลนพลังงานอย่างหนักในการสูบฉีดเลือด ซ้ำร้ายการทำงานที่ผิดปกติของโรงงานผลิตพลังงานนี้ยังก่อให้เกิดของเสียในรูปของ "สารอนุมูลอิสระ" ปริมาณมาก ซึ่งจะย้อนกลับมาทำร้ายโครงสร้างภายในเซลล์เสียเอง
ภาวะความเครียดจากสารอนุมูลอิสระขั้นรุนแรงนี้ ไม่เพียงแต่จะบีบบังคับให้เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจที่แข็งแรงต้องเสื่อมสภาพและตายลงก่อนวัยอันควร แต่ร่างกายยังพยายามซ่อมแซมตัวเองด้วยการสร้างพังผืดขึ้นมาทดแทนเซลล์ที่ตายไป ส่งผลให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจหนาตัวและแข็งกระด้าง ยิ่งไปกว่านั้น อนุภาคพลาสติกยังเข้าไปรบกวนสมดุลของแคลเซียมภายในเซลล์ ซึ่งเป็นแร่ธาตุสำคัญที่ควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจ การแทรกแซงระบบไฟฟ้าและกล้ามเนื้อทั้งหมดนี้ จึงอาจเป็นกลไกสำคัญที่นำไปสู่ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่อันตรายถึงชีวิตได้ในที่สุด
แม้ว่าในปัจจุบันข้อมูลทางการวิจัยอาจจะยังไม่สามารถสรุปได้อย่างฟันธงร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าไมโครพลาสติกเป็นสาเหตุโดยตรงเพียงอย่างเดียวที่ทำให้เกิดโรคหัวใจในมนุษย์ เนื่องจากยังมีปัจจัยแวดล้อมและพฤติกรรมอื่นๆ ที่ต้องนำมาพิจารณาร่วมด้วย แต่หลักฐานจากการทดลองและข้อมูลทางคลินิกที่มีอยู่ก็เพียงพอที่จะส่งสัญญาณเตือนภัยถึงอันตรายที่ซ่อนเร้นนี้ ปัญหาพลาสติกปนเปื้อนจึงไม่ใช่แค่ปัญหาสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่เป็นวิกฤตด้านสาธารณสุข การทำความเข้าใจถึงความเชื่อมโยงระหว่างพลาสติกจิ๋วกับสุขภาพหัวใจจะช่วยให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการลดการใช้พลาสติก การจัดการขยะอย่างถูกวิธี และการผลักดันให้เกิดนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น เพื่อปกป้องสุขภาพของเราและคนรุ่นต่อไปจากภัยเงียบที่มองไม่เห็นนี้
ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ไบโอเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
