รีเซต

คำเตือน IMF "เอเชีย" สะดุดวิกฤตพลังงาน

คำเตือน IMF "เอเชีย" สะดุดวิกฤตพลังงาน
TNN ช่อง16
21 เมษายน 2569 ( 10:56 )
10

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ทยอยเผยแพร่รายงานหลายฉบับในช่วงปลายสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งรวมถึงรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook) และรายงานการติดตามภาวะการคลัง (Fiscal Monitor) ฉบับเดือนเมษายน โดยในส่วนภูมิภาคเอเชียยังมีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ถึงแม้จะได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ และความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้า การเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2568 ก็ยังคงขยายตัวที่ร้อยละ 5.0 แต่เนื่องจากสงครามในตะวันออกกลางและวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้น เน้นย้ำถึงการพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนที่สูง ทำให้มีแนวโน้มที่เศรษฐกิจในเอเชียจะชะลอตัวลงแตะร้อยละ 4.4 ในปีนี้ และร้อยละ 4.2 ในปีหน้า 

คาดการณ์ดังกล่าวอยู่บนสมมติฐานที่ว่าวิกฤตด้านพลังงานจะดำเนินอยู่เป็นการชั่วคราว แต่หากภาวะช็อกยังคงอยู่หรือทวีความรุนแรงขึ้น ภายใต้ฉากทัศน์เชิงลบ (adverse scenario) หรือฉากทัศน์รุนแรงสุด (severe scenario) อาจทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาคลดลงราวร้อยละ 1-2 ขณะเดียวกัน วิกฤตพลังงานจะส่งผลให้เงินเฟ้อสูงขึ้น ประเมินว่าเงินเฟ้อในปีนี้น่าจะอยู่ที่ร้อยละ 2.6 เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.4 จากที่คาดการณ์ไว้ในเดือนมกราคม และสูงกว่าในปีที่แล้วที่อยู่ที่ร้อยละ 1.4 นอกจากนี้ ดุลการชำระเงินมีแนวโน้มอ่อนแอลง และทางเลือกด้านนโยบายน้อยลง ปัจจัยเหล่านี้จะทดสอบความแข็งแกร่งของเอเชีย 

เมื่อแยกแนวโน้มการเติบโตของ GDP ในเขตเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว ในปีนี้น่าจะอยู่ที่ร้อยละ 2.0 และปีหน้าอยู่ที่ร้อยละ 1.6 กรณีของญี่ปุ่นจะชะลอตัวลงเหลือโตเพียงร้อยละ 0.7 ในปีนี้ และร้อยละ 0.6 ในปีหน้า ส่วนเกาหลีใต้จะขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 1.9 ในปีนี้ และร้อยละ 2.1 ในปีหน้า ด้านสิงคโปร์ เขตเศรษฐกิจพัฒนาแล้วหนึ่งเดียวจากอาเซียนมีแนวโน้มโตร้อยละ 3.5 ในปีนี้ และร้อยละ 2.7 ในปีหน้า โดยกรณีของเกาหลีใต้ สิงคโปร์ และมาเลเซีย ได้แรงหนุนจากความต้องการเซมิคอนดักเตอร์และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ประกอบกับการกระจายความเสี่ยงในการส่งออกไปในภูมิภาคต่าง ๆ ช่วยบรรเทาผลกระทบจากความต้องการที่ลดลงของตลาดสหรัฐฯ

สำหรับเขตเศรษฐกิจกำลังพัฒนา    มีแนวโน้มที่ GDP จะขยายตัวร้อยละ 4.9 ในปีนี้ และร้อยละ 4.8 ในปีหน้า โดยยังคงเป็นกลจักรหลักในการขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจโลก กรณีของจีน ประเมินว่า ในปีนี้น่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 4.4 ชะลอตัวจากร้อยละ 5.0 ในปีที่แล้ว และแตะร้อยละ 4.0 ในปีหน้า ส่วนอินเดียน่าจะโตที่ร้อยละ 6.5 ทั้งในปีนี้และปีหน้า ด้านอาเซียน ประเทศสมาชิกส่วนใหญ่มีแนวโน้มโตชะลอตัวในปีนี้ ไม่ว่าจะเป็นกัมพูชา อินโดนีเซีย สปป.ลาว มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย และเวียดนาม แต่บรูไนกับเมียนมามีแนวโน้มโตเพิ่มขึ้น 

รายงานชี้ว่า เอเชีย-แปซิฟิกมีความเสี่ยงสูงจากสงครามในตะวันออกกลาง เนื่องจากพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซอย่างมาก คิดเป็นร้อยละ 2.5 ของ GDP ทั้งภูมิภาค ขณะเดียวกัน มีสัดส่วนการบริโภคน้ำมันคิดเป็นร้อยละ 38 ของทั้งโลก และก๊าซธรรมชาติคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 24 ของทั้งโลก นอกจากนี้ เอเชียยังเป็นหนึ่งในผู้กลั่นน้ำมันดิบรายใหญ่สุด มีสัดส่วนราวร้อยละ 35 ของกำลังการกลั่นทั่วโลก ส่วนใหญ่อยู่ในจีน อินเดีย เกาหลีใต้ และสิงคโปร์

การบริโภคน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในเอเชีย-แปซิฟิกคิดเป็นกว่าร้อยละ 4 ของ GDP ในภูมิภาค มากกว่าเกือบเท่าตัวเมื่อเทียบกับยุโรป ขณะที่บางประเทศในเอเชีย-แปซิฟิกบริโภคพลังงานคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 10 ของ GDP อาทิ มาเลเซียและไทย เนื่องจากการขนส่งและอุตสาหกรรมมีบทบาทสำคัญ ทั้งนี้ การพึ่งพาการนำเข้าพลังงานในหลาย ๆ ประเทศสะท้อนถึงกำลังการผลิตภายในประเทศที่จำกัด การพึ่งพาภาคการผลิตในสัดส่วนที่สูง และการผลิตส่วนใหญ่พึ่งพาน้ำมันและก๊าซ

ภูมิภาคนี้ยังเป็นผู้ซื้อน้ำมันและก๊าซรายใหญ่ที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยการขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ผ่านเส้นทางนี้คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 80 ส่งผลกระทบโดยตรงต่อโรงกลั่น โรงไฟฟ้า และโรงงานในภูมิภาคเอเชีย การหยุดชะงักด้านการขนส่งจะทำให้เกิดการขาดแคลนผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและก๊าซในท้องถิ่น โดยเฉพาะประเทศที่มีปริมาณสำรองเชิงยุทธศาสตร์จำกัด นอกจากนี้ ยังกระทบต่อการขนส่งปุ๋ย เคมี และวัตถุดิบต่าง ๆ อาทิ ฮีเลียมและกำมะถัน ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทานในวงกว้างหากความขัดแย้งยังคงยืดเยื้อ

ผลกระทบจากวิกฤตพลังงานจะส่งต่อไปยังเศรษฐกิจในวงกว้างผ่านหลายช่องทาง ประการแรก ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะกระทบต่อประเทศผู้นำเข้าน้ำมันและก๊าซ จากการที่รายได้ตกไปอยู่กับประเทศผู้ส่งออกน้ำมันมากขึ้น ประการที่ 2 ราคาน้ำมันและค่าไฟที่เพิ่มขึ้นจะลดรายได้ที่แท้จริงของประชาชนลง ประการที่ 3 เนื่องจากพลังงานใช้สำหรับการขนส่ง ภาคอุตสาหกรรม ปิโตรเคมี และปุ๋ย วิกฤตที่เกิดขึ้นจึงเพิ่มต้นทุนการผลิตทั้งระบบเศรษฐกิจ ทำให้กำไรของภาคธุรกิจลดลง และเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในวงกว้าง ขณะเดียวกัน สงครามทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรเพิ่มขึ้น เงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น สวนทางกับสกุลเงินท้องถิ่นต่าง ๆ และเบี้ยประกันความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสำหรับประเทศที่นำเข้าพลังงาน ทำให้ผลกระทบจากภาวะช็อกด้านพลังงานรุนแรงขึ้น 

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลในเอเชียกำลังใช้มาตรการต่าง ๆ เพื่อรับมือวิกฤตพลังงาน รวมถึงการสนับสนุนการทำงานจากบ้าน หลายประเทศใช้มาตรการอุดหนุนทางการเงิน กลไกกองทุนเชื้อเพลิง ลดการเก็บภาษี หรือการควบคุมราคาสินค้า เพื่อจำกัดผลกระทบต่อประชาชนและภาคธุรกิจ มาตรการเหล่านี้อาจได้รับการสนับสนุนในสถานการณ์ฉุกเฉินและช่วยสกัดภาวะปั่นป่วนได้ชั่วคราว แต่อาจไม่ช่วยในระยะยาว และไม่ทำให้การบริโภคลดลงอย่างที่ควรจะเป็น ขณะที่เสี่ยงจะกระทบภาวะการคลัง อย่างกรณีของอินโดนีเซีย มาตรการอุดหนุนราคาน้ำมันและก๊าซมีสัดส่วนเกือบร้อยละ 3 ของ GDP ตามด้วยบรูไนและมาเลเซียที่มีสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 2 ของ GDP ดังนั้น การสนับสนุนทางการคลังควรเป็นการดำเนินการชั่วคราว รวมถึงมุ่งเป้าไปที่กลุ่มเปราะบางและประคับประคองให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้ แต่มาตรการอุดหนุนราคาพลังงาน การลดภาษี และการกำหนดเพดานราคาสินค้า อาจช่วยชะลอภาวะเงินเฟ้อในระยะสั้น แต่มีต้นทุนสูงและยกเลิกได้ยาก ซึ่งจะเป็นการเพิ่มภาระทางการคลังอย่างรวดเร็ว

สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจโลก IMF ประเมินแบ่งเป็น 3 ฉากทัศน์ โดยฉากทัศน์อ้างอิง (reference forecast) ในกรณีที่ความขัดแย้งเกิดขึ้นระยะสั้นและราคาสินค้าพลังงานเพิ่มขึ้นปานกลาง คาดว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะอยู่ที่ร้อยละ 3.1 ในปีนี้ ชะลอตัวลงจากร้อยละ 3.4 ในปีที่แล้ว และน่าจะโตที่ร้อยละ 3.2 ในปีหน้า ซึ่งนับเป็นระดับที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระหว่างปี 2543-2562 ที่ร้อยละ 3.7 ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปคาดว่าจะแตะร้อยละ 4.4 ในปีนี้ แต่หากไม่มีสงคราม การเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะขยับขึ้นสูงกว่านี้ โดยตัวเลขล่าสุดสะท้อนถึงผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง 

เมื่อแยกตามเขตเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว มีแนวโน้มที่ GDP ในปีนี้จะโตที่ร้อยละ 1.8 และอยู่ที่ร้อยละ 1.7 ในปีหน้า กรณีของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นคู่ขัดแย้งหลักในสงครามล่าสุด มีแนวโน้มจะขยายตัวที่ร้อยละ 2.3 ขยับขึ้นจากร้อยละ 2.1 ในปีที่แล้ว และจะโตที่ร้อยละ 2.1 ในปีหน้า ส่วนยูโรโซนมีแนวโน้มโตแผ่วที่ร้อยละ 1.1 ในปีนี้ และร้อยละ 1.2 ในปีหน้า โดยเยอรมนีโตเพียงร้อยละ 0.8 ในปีนี้ และน่าจะขยับแตะร้อยละ 1.2 ในปีหน้า

 

ด้านเขตเศรษฐกิจกำลังพัฒนาทั่วโลกน่าจะโตที่ร้อยละ 3.9 ในปีนี้ และร้อยละ 4.2 ในปีหน้า เมื่อแยกเป็นเขตเศรษฐกิจกำลังพัฒนาในเอเชียมีแนวโน้มโตที่ร้อยละ 4.9 ในปีนี้ และร้อยละ 4.8 ในปีหน้า ส่วนเขตเศรษฐกิจกำลังพัฒนาในยุโรปน่าจะโตที่ร้อยละ 2.0 ในปีนี้ และร้อยละ 2.1 ในปีหน้า ภูมิภาคลาตินอเมริกา-แคริบเบียนมีแนวโน้มโตที่ร้อยละ 2.3 ในปีนี้ และร้อยละ 2.7 ในปีหน้า ขณะที่ตะวันออกกลาง-เอเชียกลางมีแนวโน้มโตชะลอฮวบฮาบจากร้อยละ 3.6 ในปีที่แล้ว อยู่ที่ร้อยละ 1.9 ในปีนี้ และจะขยับขึ้นแตะร้อยละ 4.6 ในปีหน้า สำหรับแอฟริกาซับซาฮาราน่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 4.3 ในปีนี้ และร้อยละ 4.4 ในปีหน้า

ภายใต้ฉากทัศน์เชิงลบ (adverse scenario) ซึ่งราคาน้ำมันขยับขึ้นร้อยละ 80 ในไตรมาส 2 ปีนี้ เทียบจากไตรมาสแรก การเติบโตของ GDP โลกจะอยู่ที่ร้อยละ 2.5 ในปีนี้ และอัตราเงินเฟ้อจะแตะที่ร้อยละ 5.4 และภายใต้ฉากทัศน์ที่รุนแรงสุด (severe scenario) ราคาน้ำมันขยับขึ้นร้อยละ 100 ในไตรมาส 2 ปีนี้ เทียบจากไตรมาสแรก ประกอบกับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในพื้นที่ขัดแย้งได้รับความเสียหายมากขึ้น การเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะอยู่ที่ราวร้อยละ 2 ในปีนี้ และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะสูงกว่าร้อยละ 6 ในปีหน้า ขณะที่ผลกระทบต่อตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนาจะมากกว่าประเทศที่พัฒนาแล้วเกือบ 2 เท่า

ขณะที่สถานการณ์หนี้สาธารณะทั่วโลกไม่ได้ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในปี 2568 ขณะที่สงครามในตะวันออกกลางได้เพิ่มแรงกดดันทางการคลังเพิ่มเติมจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ตึงเครียดอยู่แล้ว โดยในปีที่แล้วหนี้สาธารณะทั่วโลกเพิ่มขึ้นอยู่ที่ร้อยละ 94 ของ GDP และหากเป็นไปตามแนวโน้มปัจจุบันคาดว่าจะแตะระดับร้อยละ 100 ภายในปี 2572 ซึ่งเป็นระดับที่เคยเกิดขึ้นเฉพาะหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เท่านั้น

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง