รีเซต

จีนทำได้อย่างไร? รอดวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ แม้นำเข้าน้ำมันจากอิหร่านมากที่สุด

จีนทำได้อย่างไร? รอดวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ แม้นำเข้าน้ำมันจากอิหร่านมากที่สุด
TNN ช่อง16
16 เมษายน 2569 ( 10:31 )
12

ถามว่า จีนบริโภคน้ำมันที่นำเข้าจากประเทศกลุ่มอ่าว และผ่านช่องแคบฮอร์มุซมากแค่ไหน ต้องบอกว่าเท่ากับที่อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ นำเข้ารวมกัน 

ในวันที่ช่องแคบฮอร์มุซ ปิดลง นานาประเทศในเอเชีย ต่างเตือนประชาชนให้ประหยัด อย่ากักตุนน้ำมัน และใช้มาตรการลดการใช้พลังงานหลายรูปแบบ

แต่พรรคคอมมิวนิสต์จีน ประกาศว่า จีนมีชามข้าวพลังงานของตัวเอง อย่าเป็นกังวลไป แม้ว่าจีนเองก็แบนการส่งออกน้ำมันออกนอกประเทศเช่นกัน เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านพลังงาน

ต้องยอมรับว่า จีนมีภูมิต้านทานวิกฤตพลังงานที่โลกกำลังเผชิญได้ดีกว่าอย่างมีนัยยะสำคัญ

นี่เป็นผลจากนโยบายที่ดำเนินการต่อเนื่องมาหลายปี เพื่อลดความเสี่ยงจากภาวะเอเนอร์ยี ช็อก 

ไม่ว่าจะกองทัพรถไฟฟ้าหลากหลายแบรนด์ในราคาที่เข้าถึงได้ คลังน้ำมันสำรองขนาดมหาศาล และแหล่งที่มาเชื้องเพลิงที่หลากหลาย รวมถึงโรงงานไฟฟ้าที่ยังใช้ถ่านหินและพลังงานสะอาด ในการผลิตไฟฟ้าค้ำจุนประเทศ ไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้ามากนัก 

จนศูนย์วิจัยพลังงานและอากาศสะอาดในฟินแลนด์ชื่นชมว่า มันเหมือนจีนเตรียมความพร้อมสำหรับสถานการณ์แบบนี้มาหลายทศวรรษแล้ว 

กลไกหนึ่งที่สำคัญ และเป็นความสำเร็จด้านนโยบายของจีน คือการกระตุ้นการใช้รถอีวีในประเทศ

เมื่อปี 2020 จีนเคยประกาศเป้าหมายให้รถยนต์ไฟฟ้า คิดเป็น 20% ของยอดขายรถยนใหม่ แต่มาปี 2025 จำนวนรถยนต์ใหม่บนท้องถนน ล้วนเป็นรถอีวีถึง 50% 

นั่นทำให้จีนไม่จำเป็นต้องนำเข้าน้ำมันมหาศาลเหมือนแต่ก่อน 

แต่นั่นก็ทำให้จีนต้องใช้พลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้น จากการเปลี่ยนผ่านรถยนต์สันดาปเป็นยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งโรงไฟฟ้าจีนใช้การเผาถ่านหินและเพิ่มสัดส่วนไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

เรียกได้ว่า ไม่ใช่แค่ EV Boom แต่พลังงานสะอาดก็บูมด้วย ผลลัพธ์ทางอ้อมคือ จีนลดการพึ่งพาการนำเข้าแก๊ส LPG ลงไปอย่างมีนัยยะสำคัญ 

แน่นอนว่า จีนยังคงนำเข้าน้ำมันในสัดส่วนที่มากกว่าชาติเอเชียอื่น ๆ แต่จีนน้ำเข้าจากหลายประเทศ ไม่ได้กระจุกตัวแค่ประเทศใดประเทศหนึ่ง

สำนักข่าวรอยเตอร์ ยกตัวอย่าง ญี่ปุ่น ซื้อน้ำมันเกือบ 80% จากซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ส่วนจีนซื้อน้ำมันในปริมาณเดียวกันจาก 8 ประเทศ รวมถึงรัสเซีย เวเนซุเอลา และอิหร่าน ซึ่งเผชิญการคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ แต่จีนไม่สน และซื้อได้ในราคาส่วนลดพิเศษ  

และเมื่อนำเข้ามาแล้ว จีนก็แบ่งสรรน้ำมันจำนวนหนึ่งไปยังคลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน ก็ไม่มีตัวเลขแน่ชัดว่า จริง ๆ แล้ว จีนมีน้ำมันมหาศาลแค่ไหน แต่เชื่อว่าอยู่ได้อย่างน้อย 7 เดือน แม้ช่องแคบฮอร์มุซจะปิดยาว 

ท้ายสุด จีนยังผลิตน้ำมันของตัวเองด้วย ในปริมาณ 4.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็น 40% ของน้ำมันที่นำเข้ามาในแต่ละวัน

เช่นเดียวกับแก๊ส LPG ที่จีนผลิตได้เพิ่มขึ้น รวมถึงการนำเข้า ก็ไม่ได้เน้นที่การขนส่งทางทะเล แต่ผ่านท่อส่งก๊าซ ที่กระจายอยู่ในหลายภูมิภาค 

ปัจจัยเหล่านี้ ทำให้จีนสร้างภูมิต้านทาน Oil Shock และ Energy Shock ของตนเอง จนผลกระทบที่เกิดจากวิกฤตพลังงานโลก บางเบากว่าชาติอื่น ๆ ในเอเชียนั่นเอง

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง