"มอนซูน วินด์" ไฟฟ้าพลังงานลม เชื่อมต่อเศรษฐกิจ กับคุณภาพชีวิตชุมชน

ลองจินตนาการถึงสายลมที่พัดเย็นสบายตลอดทั้งปีบนหุบเขาที่มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลมากกว่า 1,200 เมตร ที่ห้อมล้อมด้วยธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ เป็นพื้นที่ชีวิตของชุมชนหลากหลายชาติพันธุ์ ที่อยู่ร่วมกันอย่างไร้รอยต่อ หลายคนคงนึกถึงสถานที่พักผ่อนตากอากาศที่สมบูรณ์แบบ แต่ในความเป็นจริงพื้นที่นี้กลับแตกต่างออกไป
กระแสลมแรงบนที่ราบสูง Dak Cheung ในแขวงเซกอง และอัตตะปือทางตอนใต้ของสปป.ลาวแห่งนี้ กลายเป็นทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ของโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลมที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ "มอนซูน วินด์ เพาเวอร์ โปรเจกต์" โครงการผลิตไฟฟ้า ที่มากกว่าการเชื่อมโยงพลังงาน และเศรษฐกิจ แต่เป็นโครงการที่ยกระดับ และพลิกชีวิตให้กับชุมชน
โครงการมอนซูน วินด์ เพาเวอร์ โปรเจกต์ หรือ MWP เป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมขนาดใหญ่ กำลังผลิตติดตั้งรวม 600 เมกะวัตต์ ถูกออกแบบมาเพื่อผลิต และส่งออกไฟฟ้าพลังงานสะอาดไปยังประเทศเวียดนาม โครงการนี้มีเป้าหมายหลักในการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในภูมิภาค สนับสนุนความมั่นคงด้านพลังงานข้ามพรมแดน และช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยคาดว่าจะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่า 1 ล้านตันต่อปี
ในด้านเทคนิค โครงการติดตั้งกังหันลมทั้งหมด 133 ต้น ด้วยเทคโนโลยีจากประเทศจีน มีกำลังผลิตต้นละ 4.5 เมกะวัตต์ และมีความสูง 110 เมตร โครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการผลิต และส่งไฟฟ้าประกอบด้วยถนนภายในโครงการรวมประมาณ 155 กิโลเมตร สถานีไฟฟ้าแรงดัน 35/115 กิโลโวลต์ จำนวน 4 แห่ง และสถานีไฟฟ้าแรงดัน 115/500 กิโลโวลต์ จำนวน 1 แห่ง นอกจากนี้ยังมีสายส่งไฟฟ้า 35 กิโลโวลต์ ระยะทาง 38.5 กิโลเมตร สายส่ง 115 กิโลโวลต์ ระยะทาง 34.5 กิโลเมตร และสายส่ง 500 กิโลโวลต์ ระยะทาง 27 กิโลเมตร เพื่อเชื่อมต่อและส่งกำลังไฟฟ้าไปยังเวียดนาม
โครงการพลังงานลมยักษ์ใหญ่ที่มีมูลค่าโครงการราว 30,000 ล้านบาทแห่งนี้ แน่นอนว่าไม่ได้เกิดขึ้นเพียงลำพัง หนึ่งในผู้ที่มีบทบาทสำคัญต่อโครงการนี้ นั่นก็คือ ธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือ Asian Development Bank (ADB) ที่สนับสนุนเงินทุน 692 ล้านดอลลาร์สหรัฐในการกู้ยืมเพื่อพัฒนาโครงการ
โครงการนี้เริ่มก่อสร้างเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2023 และติดตั้งกังหันลมครบทั้ง 133 ต้นเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2025 จากนั้นเริ่มทดสอบระบบหรือ Commissioning เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2025 สามารถเริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ หรือ COD ระยะแรกที่กำลังผลิต 300 เมกะวัตต์ ในวันที่ 17 กรกฎาคม 2025 ก่อนจะเดินเครื่องเชิงพาณิชย์เต็มกำลัง 600 เมกะวัตต์ เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2025
แล้วพลังงานไฟฟ้ามหาศาลระดับ 1,700 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี ที่ถูกผลิตมานั้นปลายทางอยู่ที่ไหน คำตอบคือ "เวียดนาม" โครงการนี้ถือเป็นโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลมแห่งแรกในสปป.ลาวที่เชื่อมต่อไฟฟ้าข้ามพรหมแดน หรือ Cross Boarder Tranmission โดยส่งขายให้เวียดนามผ่านโครงข่ายไฟฟ้าแรงสูง Monsoon–Thạnh Mỹ โดยปริมาณไฟฟ้าดังกล่าวคิดเป็นประมาณ 10% ของความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นต่อปีของเวียดนาม
ซึ่งโครงการสายส่งไฟฟ้าแรงสูงข้ามพรมแดน Monsoon–Thạnh Mỹ เริ่มดำเนินงานในเดือนมกราคม 2568 เป็นสายส่งระดับ 500 กิโลโวลต์ มีขีดความสามารถในการส่งไฟฟ้าสูงสุดถึง 2,500 เมกะวัตต์ ซึ่งสูงกว่ากำลังผลิตของโครงการ Monsoon โดยตรง จึงมีศักยภาพรองรับการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการพลังงานอื่นในลาวในอนาคตได้อีกด้วยด้วย
โดยข้อมูล 9 เดือนแรกระบุว่า มีการส่งไฟฟ้าเข้าสู่เวียดนามแล้ว 1,300 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง หรือประมาณ 76% ของเป้าหมายรายปีที่ 1,700 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง หากรักษาอัตราการส่งไฟฟ้าระดับนี้ตลอดปี ปริมาณส่งออกอาจแตะราว 1,730 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี ซึ่งมากกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้
ไฟฟ้าพลังงานลมที่ถูกส่งตรงจากลาวจะเชื่อมโยงไปยังสถานีไฟฟ้าย่อย 500 กิโลโวลต์ Thuong Tin หรือ Thuong Tin 500kV Substation ในกรุงฮานอย นับเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักของระบบส่งไฟฟ้าเวียดนาม ทำหน้าที่เชื่อมโยงพลังงานจากภาคกลางสู่ภาคเหนือ และกระจายไฟฟ้าให้แก่กรุงฮานอยกับพื้นที่โดยรอบ สถานีเปิดดำเนินการตั้งแต่เดือนกันยายน 2548 ตั้งอยู่บนพื้นที่ราว 110,000 ตารางเมตร ภายใต้การดูแลของบริษัทส่งกำลังไฟฟ้าแห่งชาติเวียดนาม หรือ EVN NPT
สถานีแห่งนี้ติดตั้งหม้อแปลงไฟฟ้าระดับ 500 กิโลโวลต์ จำนวน 2 เครื่อง ขนาดเครื่องละ 900 เมกะโวลต์แอมป์ หรือมีกำลังรวม 1,800 เมกะโวลต์แอมป์ ซึ่งปัจจุบันใช้งานเต็มกำลัง รองรับการจ่ายไฟได้ราว 1.8 กิกะวัตต์ คิดเป็นเกือบหนึ่งในสามของความต้องการใช้ไฟฟ้าของกรุงฮานอยที่อยู่ราว 6 กิกะวัตต์
นอกจากระบบ 500 กิโลโวลต์แล้ว สถานียังมีระบบส่งไฟฟ้าระดับ 220 และ 110 กิโลโวลต์ เพื่อกระจายไฟไปยังพื้นที่เมืองชั้นใน ชานเมือง และเขตอุตสาหกรรมสำคัญ ผ่านโครงข่ายที่เชื่อมต่อกับสถานีไฟฟ้าต่าง ๆ ช่วยเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในฮานอย และพื้นที่เศรษฐกิจใกล้เคียง
ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา สถานีไฟฟ้า Thuong Tin ได้รับการปรับปรุงต่อเนื่อง ทั้งการเพิ่มและยกระดับหม้อแปลง การติดตั้งอุปกรณ์ควบคุมแรงดัน เช่น เครื่องปฏิกรณ์ และตัวเก็บประจุ ตลอดจนการเชื่อมโยงกับโครงการสายส่ง 500 และ 220 กิโลโวลต์หลายเส้นทาง เพื่อรองรับการใช้ไฟฟ้าที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในภาคเหนือของเวียดนาม
บทบาทของสถานีแห่งนี้ยังเชื่อมโยงกับแผนความมั่นคงพลังงานข้ามพรมแดนของเวียดนาม โดยโครงการ Monsoon–Thạnh Mỹ ถือเป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาพลังงาน ภายใต้แผนพัฒนาไฟฟ้า PDP8 ของเวียดนาม ที่เตรียมเพิ่มสายส่ง 500 กิโลโวลต์เชื่อมกับลาวอีก 5 เส้นทาง เพื่อให้มีรวม 6 เส้น และตั้งเป้านำเข้าไฟฟ้าจากลาว 8.2 กิกะวัตต์ภายในปี 2573
โดยเน้นพลังงานหมุนเวียนและพลังน้ำเป็นหลัก ขณะที่ฝั่งกัมพูชา เวียดนามมีสายส่งเชื่อมโยงระดับ 220 กิโลโวลต์ รองรับการส่งออกไฟฟ้าได้ราว 250 เมกะวัตต์ และอยู่ระหว่างศึกษาการขยายกำลังส่งเพิ่มเติมตามความต้องการในอนาคต
จากลมที่พัดแรงต่อเนื่องเกือบตลอดทั้งปี กลายเป็นพลังงานไฟฟ้าที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจในประเทศที่มีการเติบโตน่าสนใจอย่างเวียดนาม สะท้อนกลับมาเป็นตัวเลขรายได้จากการขายไฟปีละประมาณ 3,500-4,000 ล้านบาท ไฟฟ้าจากลมไม่ได้เพียงเชื่อมโยงเศรษฐกิจ และความมั่นคงทางพลังงาน แต่กำลังสร้างคุณภาพชีวิตให้กับชุมชนที่อาศัยอยู่ร่วมกัน อย่างค่อยเป็นค่อยไป
เริ่มที่มิติของการจ้างงาน นายนิรุตม์ บัวขจร General Manager ของ Monsoon Wind Power Company Limited เปิดเผยข้อมูล ณ เดือนกันยายน 2026 โดยระบุว่ามีพนักงานรวม 174 คน โดยเป็นชาวลาว 83% ชาวไทย 14% ชาวเวียดนาม 2% และชาวอินโดนีเซีย 0.6% ภาพรวมจึงชี้ว่าโครงการใช้แรงงานท้องถิ่นเป็นสัดส่วนหลัก ซึ่งน่าจะช่วยสร้างทักษะและรายได้ในพื้นที่ได้ระดับหนึ่ง โดยเฮพาะในพื้นที่ลาวไต้ที่มีสัดส่วนแรงงาน 80% ของชาวลาวทั้งหมด และพื้นที่ Dak Cheung ที่มีสัดส่วนแรงงาน 60% ของชาวลาวทั้งหมด
ขณะที่มิติทางสังคมและที่ดินครอบคลุมพื้นที่เดิม 25 หมู่บ้าน และมีหมู่บ้านที่เพิ่มเติมเข้ามาอีก 4 หมู่บ้าน รวมเป็น 29 หมู่บ้าน มีครัวเรือนที่อยู่ใกล้ชิดกับโครงการทั้งหมด 769 ครัวเรือน พื้นที่รวม 81.5 เฮกตาร์ แต่อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลาในการพัฒนาโครงการนี้ ไม่มีครัวเรือนใดต้องย้ายถิ่นฐานหรือสร้างที่อยู่อาศัยใหม่เลยแม้แต่เพียงครัวเรือนเดียว
แล้วโครงการขนาดยักษ์นี้ ที่แทบไม่ได้สร้างผลกระทบต่อชุมชนเลย สามารถทำได้อย่างไร โครงการนี้มีโครงการที่สนับสนุนชุมชนในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นที่ดิน ต้นไม้ สิ่งปลูกสร้าง และการเข้าถึงพื้นที่ของประชาชน ควบคู่กับการสร้างอาชีพ และรายได้สำหรับครัวเรือนที่อยู่ในพื้นที่ ด้วยแนวคิดสำคัญ คือการช่วยให้ประชาชนยังสามารถดำรงชีวิต และประกอบอาชีพได้อย่างเหมาะสมทั้งก่อน หลังการพัฒนาโครงการ
ส่วนอีกมิติที่น่าสนใจคือ โครงการยังมีแผนพัฒนาชุมชน หรือ Community Development Plan ซึ่งนายนิรุตม์ ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการได้วางกรอบการสนับสนุนไว้ 6 ด้าน ได้แก่ สุขภาพ การศึกษา การประกอบอาชีพและคุณภาพชีวิต โครงสร้างพื้นฐาน การท่องเที่ยวและวัฒนธรรม รวมถึงการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน โดยมีกองทุนพัฒนาชุมชนจำนวน 1.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี เป็นระยะเวลา 25 ปี เพื่อใช้สนับสนุนกิจกรรมและโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนในระยะยาว
ถึงแม้ว่ามอนซูน วินด์ เพาเวอร์ โปรเจกต์ จะเป็นโครงการพลังงานลมข้ามพรมแดนขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาค ดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ครบ 600 MW แล้ว จุดเด่นคือขนาดกำลังผลิต ระบบสายส่งแรงสูงเพื่อส่งไฟฟ้าไปเวียดนาม การลดการปล่อยคาร์บอน ตลอดจนการสร้างความมั่งคงทางพลังงานให้กับภูมิภาค
แต่อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจคือ โครงการนี้สามารถที่จะอยู่ใกล้ชิดกับชุมชน และยังสามารถเข้าไปพัฒนาชุมชนในมิติต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด โดยไม่สร้างรอยต่อระหว่างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิต นับเป็นอีกหนึ่งโครงการพลังงานทดแทนที่สามารถสร้างคุณประโยชน์ได้หลากหลายมิติ เป็นต้นแบบของโครงการพลังงานที่ยั่งยืนในอนาคต
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
