รีเซต

โครงการ SETI เดินหน้าตรวจสอบ 100 สัญญาณสุดท้ายที่อาจมาจากสิ่งมีชีวิตนอกโลก

โครงการ SETI เดินหน้าตรวจสอบ 100 สัญญาณสุดท้ายที่อาจมาจากสิ่งมีชีวิตนอกโลก
TNN ช่อง16
16 มกราคม 2569 ( 18:50 )
12

โครงการค้นหาสิ่งมีชีวิตนอกโลก หรือ เซติ (SETI: Search for Extraterrestrial Intelligence) กำลังก้าวเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อครั้งสำคัญ เมื่อทีมนักดาราศาสตร์เริ่มตรวจสอบ 100 สัญญาณสุดท้ายที่คัดกรองมาจากข้อมูลมหาศาลของโครงการ SETI@home หนึ่งในโครงการวิทยาศาสตร์ภาคประชาชนที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ 

โดยปัจจุบันโครงการ SETI ใช้กล้องโทรทรรศน์วิทยุที่ทรงพลังที่สุดในโลกอย่าง กล้องโทรทรรศน์วิทยุฟาสต์ (FAST หรือ Five-hundred-meter Aperture Spherical Telescope) ในประเทศจีน ซึ่งอาจเป็นโอกาสสุดท้ายในการยืนยันว่ามนุษยชาติได้พบร่องรอยทางเทคโนโลยีจากอารยธรรมต่างดาวหรือไม่ 

โครงการ SETI@home ทำงานอย่างไร ?

SETI@home เป็นโครงการที่ดำเนินงานยาวนานตั้งแต่ปี 1999 ถึง 2020 ภายใต้การดูแลของนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันเซติ (SETI Institute) และมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ (University of California, Berkeley) ในระยะแรกของโครงการข้อมูลถูกรวบรวมจากกล้องโทรทรรศน์วิทยุอาเรซิโบ (Arecibo Observatory) ในประเทศเปอร์โตริโก ตลอดระยะเวลากว่า 21 ปี โครงการนี้มีผู้เข้าร่วมหลายล้านคน และประมวลผลสัญญาณที่ตรวจพบได้มากถึงราว 12,000 ล้านสัญญาณ

เนื่องจากข้อมูลดิบจากอวกาศมีจำนวนมหาศาล ไม่สามารถวิเคราะห์ได้ด้วยคอมพิวเตอร์เพียงไม่กี่เครื่อง นักวิทยาศาสตร์จึงแบ่งข้อมูลออกเป็นแพ็กเกจเล็ก ๆ ที่เรียกว่า Work unit แต่ละชุดมีข้อมูลเพียงพอสำหรับให้คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลหนึ่งเครื่องประมวลผลได้ภายในเวลาหนึ่ง ๆ

โดยโครงการ SETI เปิดให้ผู้เข้าร่วมโครงการทั่วโลกดาวน์โหลดโปรแกรม SETI@home มาติดตั้งบนคอมพิวเตอร์ของตนเอง โดยซอฟต์แวร์ดังกล่าวจะทำงานเบื้องหลัง (Background) โดยใช้พลังประมวลผลของ CPU หรือ GPU ในช่วงที่ผู้ใช้ไม่ได้ใช้งานเครื่องอย่างเต็มที่ เช่น ตอนพักหน้าจอของคอมพิวเตอร์

เดวิด แอนเดอร์สัน (David Anderson) นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ และผู้ร่วมก่อตั้งโครงการ SETI@home อธิบายว่า 

"สัญญาณที่ตรวจพบส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นสัญญาณแคบแบนด์ ซึ่งปรากฏเป็นพลังงานชั่วขณะ ณ ความถี่เฉพาะ และดูเหมือนจะมาจากตำแหน่งเฉพาะจุดบนท้องฟ้าลักษณะนี้ถือเป็นรูปแบบที่นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า หากอารยธรรมนอกโลกส่งสัญญาณทางเทคโนโลยีออกมา สัญญาณนั้นก็น่าจะมีลักษณะคล้ายกัน"

ปัญหาสำคัญของการวิเคราะห์ข้อมูลในโครงการ SETI@home สัญญาณจำนวนมหาศาลเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากนอกโลก แต่เป็นสัญญาณรบกวนคลื่นความถี่วิทยุในพื้นที่ หรือ อาร์เอฟไอ (RFI หรือ Radio Frequency Interference) ซึ่งเกิดจากแหล่งกำเนิดบนโลก เช่น ดาวเทียม ระบบสื่อสาร หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ซึ่งในช่วงแรกของโครงการไม่สามารถออกแบบกระบวนการวิเคราะห์ขั้นที่สองได้อย่างมีประสิทธิภาพ  

จุดเปลี่ยนสำคัญของโครงการ SETI@home

สำหรับจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อศูนย์ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ของสถาบันแม็กซ์พลังค์เพื่อฟิสิกส์แรงโน้มถ่วง (Max Planck Institute for Gravitational Physics) ในประเทศเยอรมนี เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาอัลกอริทึมสำหรับแยกสัญญาณรบกวน RFI ออกจากสัญญาณที่อาจมีความหมายทางดาราศาสตร์ กระบวนการนี้สามารถลดจำนวนสัญญาณจากระดับ 12,000 ล้าน เหลือประมาณ 1 ล้านสัญญาณ จากนั้นคัดเหลือ 1,000 สัญญาณ และสุดท้ายเหลือเพียง 100 สัญญาณที่ถูกจัดว่า สมควรได้รับการตรวจสอบซ้ำ อย่างละเอียดที่สุด

ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2025 เป็นต้นมา นักดาราศาสตร์ได้ใช้กล้องโทรทรรศน์วิทยุ FAST ของจีน ซึ่งมีเส้นผ่านศูนย์กลางจานรับสัญญาณถึง 500 เมตร เพื่อติดตามและตรวจสอบ 100 สัญญาณผู้สมัครเหล่านี้ FAST ถือเป็นกล้องโทรทรรศน์วิทยุแบบจานเดี่ยวที่ใหญ่และไวที่สุดในโลกในปัจจุบัน โดยก่อนหน้านี้ตำแหน่งดังกล่าวเป็นของกล้องอาเรซิโบที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 305 เมตร แต่หลังจากโครงสร้างอาเรซิโบพังทลายและถูกปลดประจำการในเดือนธันวาคม 2020 FAST จึงกลายเป็นเครื่องมือเพียงไม่กี่ชนิดบนโลกที่มีศักยภาพเพียงพอจะทำภารกิจนี้

ประสบการณ์หลายทศวรรษทำให้ทีม SETI@home คาดการณ์ว่าสัญญาณส่วนใหญ่มีแนวโน้มจะเป็น RFI มากกว่าสัญญาณจากสิ่งมีชีวิตนอกโลก อย่างไรก็ตาม เดวิด แอนเดอร์สัน (David Anderson) นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์จ ชี้ว่า "แม้ผลลัพธ์สุดท้ายจะไม่พบสิ่งมีชีวิตต่างดาวที่ทรงภูมิปัญญา ET หรือ Extraterrestrial Intelligence ก็ตาม แต่โครงการนี้ก็ได้สร้างระดับความไวในการตรวจจับใหม่ " 

ความยิ่งใหญ่ของโครงการ SETI@home ยังสะท้อนผ่านการมีส่วนร่วมของสาธารณชนทั่วโลก เมื่อเริ่มโครงการในปี 1999 โดยในยุคนั้นทีมงานคาดหวังว่าหากโชคดีอาจมีผู้ใช้งานราว 50,000 คน แต่เพียงสัปดาห์แรกก็มีผู้เข้าร่วมถึง 200,000 คน และภายในหนึ่งปี จำนวนผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 2 ล้านคน  

ข้อมูลทั้งหมดของ SETI@home มาจากการสังเกตการณ์ดาราศาสตร์ตามปกติของกล้องอาเรซิโบ ซึ่งครอบคลุมดาวฤกษ์หลายพันล้านดวงในกาแล็กซีทางช้างเผือก โดยใช้ระบบค้นหาสัญญาณแถบความถี่แคบที่มีความไวสูงมาก เพื่อกวาดตรวจพื้นที่ท้องฟ้าขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่จะทำได้ 

โครงการ SETI@home ถือเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจและบทเรียนสำคัญสำหรับการค้นหา SETI ในอนาคต แม้ว่าระบบการประมวลผลในอดีตถูกจำกัดด้วยพลังการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ในยุคนั้น แต่ในอนาคตอาจมีการฟื้นโครงการในลักษณะเดียวกับ SETI@home อีกครั้ง โดยอาศัยพลังการประมวลผลรุ่นใหม่ ผสานกับปัญญาประดิษฐ์ AI และกระบวนการเรียนรู้ของคอมพิวเตอร์ แมชชีนเลิร์นนิง เพื่อกลับไปวิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมดอย่างละเอียดกว่าเดิม 

สถานะปัจจุบันของโครงการ SETI@home ได้หยุดให้คนทั่วโลกช่วยประมวลผลข้อมูลแล้ว แต่การตรวจสอบข้อมูลยังคงดำเนินการต่อไป รวมไปถึงการเผยแพร่รายงานทางวิชาการ โดยก่อนหน้านี้ผลการศึกษาจากโครงการ SETI@home ได้รับการตีพิมพ์ในบทความวิชาการ 2 ฉบับในปี 2025 ในวารสาร The Astronomical Journal โดยฉบับหนึ่งมุ่งเน้นการวิเคราะห์ข้อมูลและข้อค้นพบ ส่วนอีกฉบับว่าด้วยกระบวนการเก็บรวบรวมและประมวลผลข้อมูล 

กระบวนการวิเคราะห์ข้อมูลที่กำลังดำเนินอยู่โดย 100 สัญญาณสุดท้ายนี้ ไม่ใช่การยืนยันว่ามาจากสิ่งมีชีวิตต่างดาว แต่เป็นสัญญาณที่ยังไม่สามารถอธิบายได้ด้วยแหล่งกำเนิดที่มนุษย์รู้จักในทันที ซึ่งอาจนำไปสู่คำตอบสุดท้ายของคำถามเราอยู่เพียงลำพังในจักรวาลหรือไม่ เพื่อขยายขอบเขตความรู้และศักยภาพการค้นหาของมนุษยชาติไปไกลกว่าที่เคยเป็นมาก่อน

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง