รีเซต

ถอดรหัส "เวเนซุเอลา" ตลาดหุ้นพุ่งแรงสุดในโลก แต่ทำไม ? ตัวเลขกลับเป็นแค่ภาพลวงตา

ถอดรหัส "เวเนซุเอลา" ตลาดหุ้นพุ่งแรงสุดในโลก แต่ทำไม ? ตัวเลขกลับเป็นแค่ภาพลวงตา
TNN ช่อง16
24 เมษายน 2569 ( 11:54 )

ปี 2569 กำลังจะผ่านพ้นเดือนที่ 4 ของปี หรือคิดเป็น 1 ใน 3 เมื่อพูดถึงการลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลก นักลงทุนหลาย ๆ คนคงคิดถึงความผันผวน ซึ่งเต็มไปด้วยความเสี่ยงที่ราคาหุ้นทั่วโลกเหวี่ยงขึ้นลงรายวันเหมือน "รถไฟเหาะ" จากปัจจัยต่าง ๆ มากมาย โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่ยังไม่รู้ว่าจะจบที่ตรงไหน

แต่ภาพสะท้อนของตลาดหุ้นทั่วโลกที่ออกมานั้น กลับแตกต่างไปโดยสิ้นเชิง เพราะเมื่อนับตังแต่ต้นปี ตลาดหุ้นทั่วโลกส่วนใหญ่ปรับตัวขึ้นอย่างมากนับตั้งแต่ต้นปี ตลาดหุ้นญี่ปุ่นพุ่งแรงอย่างโดดเด่น เช่นเดียวกับไทยที่ดัชนีพุ่งขึ้นถึงมากกว่า 17% ถือว่าเป็นตลาดหลัก ๆ ที่พุ่งแรง ถ้าไม่นับตลาดหุ้นเล็ก ๆ หรือตลาดหุ้นชายขอบ หรือ Frontier Market กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่มีระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ และตลาดทุนน้อยกว่า Emerging Market และ Developed Market

แต่ถ้าเรามองกันในแง่ของตัวเลขเพียงอย่างเดียว ตัวเลข 17% ของญี่ปุ่น และไทยดูน่าจะสูงที่สุดในโลก แต่จริง ๆ แล้วมีตลาดหุ้นที่พุ่งสูงกว่านี้เป็นจำนวนไม่น้อย เช่น ตุรกี 27% ไต้หวัน 30% ไนจีเรีย 43% แต่ตัวเลขเหล่านี้กลับน้อยลงไปทันทีเมื่อเทียบกับ "เวเนซุเอลา" แล้วเกิดอะไรขึ้นกับตลาดหุ้นเวเนซุเอลาที่ดัชนีพุ่งสูงขึ้นถึง 181% ซึ่งแน่นอนว่าเป็นตัวเลขที่มากที่สุดในโลก

ตลาดหลักทรัพย์เวเนซุเอลา หรือ Caracas Stock Exchange ที่ใช้ชื่อย่อของดัชนีว่า IBVC ที่ปัจจุบันดัชนีอยู่ที่ 5857 จุด (ณ วันที่ 23 เมษายน 2569) ปรับตัวลดลง 0.71% จากวันก่อนหน้า และปรับตัวลดลง 14.14% ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา แต่ยังปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นถึง 181% เมื่อนับจากต้นปี และสูงกว่าเมื่อ 1 ปีก่อนถึง 2,494% โดย IBVC ทำจุดสูงสุดในปีนี้ที่ 7,331 จุด

ตัวเลขนี้เป็นตัวเลขที่ถูกต้องจริง ๆ หลาย ๆ คนอาจจะกำลังสงสัยว่าประเทศที่กำลังจะล่มสลาย เกิดความวุ่นวายมากมาย ผู้นำประเทศโดนสหรัฐอเมริกาบุกมาจับตัวถึงที่นอนกลางกรุงการากัส เมืองหลวงของประเทศ หุ้นจะเพิ่มสูงขึ้นขนาดนี้ได้อย่างไร หลังจากเหตุการณืทั้งหมดที่เกิดขึ้น เศรษฐกิจเวเนซุเอลาเห็นทางสว่างแล้วใช่หรือไม่

แต่ตัวเลขนี้กลับบอกความหมายที่ต่างออกไปจากตลาดหุ้นอื่น ๆ ทั่วโลกอย่างสิ้นเชิง เพราะโดยปกติตลาดหุ้นมักจะเป็นกระจกสะท้อนเศรษฐกิจของประเทศ เศรษฐกิจดี หุ้นก็มีโอกาสขึ้น เศรษฐกิจมีแนวโน้มไม่ดี หุ้นก็อาจจะลง แต่ทฤษฏีนี้ใช้ไม่ได้กับเวเนซุเอลา

มาเริ่มกันที่เศรษฐกิจของเวเนซุเอลากันก่อน โดยภาพรวมยังคงสะท้อนการฟื้นตัวที่ยังไม่มีความมั่นคง อาจจะมีสัญญาณบวกในระยะสั้น แต่ยังคงต้องเผชิญความเสี่ยงเชิงโครงสร้างในระยะยาว

โดยข้อมูลล่าสุดชี้ว่าเศรษฐกิจมีการขยายตัวในช่วงที่ผ่านมา โดย GDP โตประมาณ 7% อย่างไรก็ตาม แนวโน้มดังกล่าวอาจไม่ยั่งยืน เนื่องจากมีการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจอาจกลับมาหดตัวอีกครั้งในระยะใกล้ และการฟื้นตัวหลังจากนั้นอาจเติบโตได้เพียง 2% เท่านั้น

ด้วยปัญหาเงินเฟ้อที่สูงมาก แม้จะชะลอตัวลงมาจาก แม้อัตราเงินเฟ้อจะชะลอตัวลงจากระดับรุนแรง หรือ Hyperinflation แต่ยังอยู่ในระดับสูงมาก โดยยังเกิน 600% และคาดว่าจะลดลงอย่างช้า ๆ ในอนาคต

ส่งผลให้นโยบายการเงินยังคงตึงตัว อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูงใกล้ 59% ในเดือนมีนาคม 2026 สะท้อนต้นทุนทางการเงินที่สูงมาก และการเข้าถึงสินเชื่อที่จำกัด ขณะที่ค่าเงินโบลิวาร์ยังมีแนวโน้มอ่อนค่าอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อและความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจ

ขณะที่เศรษฐกิจหลักของประเทศที่พึ่งพา "น้ำมัน" เป็นหลัก การผลิตน้ำมันมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อาจช่วยหนุนรายได้จากการส่งออก และรายได้ภาครัฐได้บ้าง แต่ในมุมหนึ่งก็ทำให้เศรษฐกิจเปราะบางต่อความผันผวนของราคาพลังงาน และปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์

ในด้านการคลัง หนี้สาธารณะยังอยู่ในระดับที่สูงมากกว่า 160% ของ GDP แม้จะมีแนวโน้มลดลงเล็กน้อยในอนาคต ขณะที่การขาดดุลงบประมาณยังคงมีสะสมต่อไป สะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข

เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นกับตลาดหุ้นเวเนซุเอลาที่พุ่งขึ้นแรงที่สุดในโลก ไม่ได้มีความหมายใกล้เคียงกับคำว่าเศรษฐกิจแข็งแรง จริง ๆ แล้วเป็นคนละเรื่องกันเลย แล้วเหตุผลอะไรที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์นี้กับเวเนซุเอลา

ประเด็นแรกคือสิ่งที่เราได้ยินกันมาโดยตลอดคือ "เงินเฟ้อ" ของเวเนซุเอลาที่ยังคงสูงมาก หลังจากเคยเผชิญภาวะ Hyperinflation ระดับรุนแรง ค่าเงิน “โบลิวาร์” อ่อนค่าอย่างรุนแรง ส่งผลให้ราคาสินทรัพย์ทุกอย่าง รวมถึงหุ้นต้องปรับตัวขึ้น เพื่อสะท้อนค่าเงินที่ด้อยค่า โดยอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 483 โบลิวาร์ ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ดัชนีหุ้นพุ่งแรงจริงในสกุลเงินท้องถิ่น แต่มูลค่าจริงตามสกุลเงินหลักไม่ได้เพิ่มตามไปด้วย

ถัดมาคือผลตอบแทนที่ดูมหาศาล ถ้าคิดผลตอบแทนเป็นเงินโบลิวาร์ ราคาหุ้นพุ่งขึ้นขึ้นหลักร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ในเมื่อสกุลเงินโบลิวาร์พังลงไปแล้ว เมื่อแปลงเป็นดอลลาร์สหรัฐ ผลตอบแทนอาจไม่สูง หรืออาจจะติดลบด้วยซ้ำไป นักลงทุนไม่ได้ผลตอบแทนตามตัวเลขที่เกิดขึ้น

ซึ่งแน่นอนว่าเป็นผลมาจากเงินที่เสื่อมค่าเร็ว เงินเฟ้อล่าสุดในเดือนมีนาคม 2026 สูงถึง 649% ไม่มีใครอยากถือเงินสดโบลิวาร์อีกต่อไป จำเป็นที่จะต้องหาสินทรัพย์เพื่อป้องกันเงินเสื่อมค่า ไม่ว่าจะเป็นหุ้น ทองคำ หรือเงินดอลลาร์สหรัฐ ทำให้หุ้นมีบบาทในการเป็นที่พักเงินเท่านั้น ไม่ใช่การลงทุนตามพื้นฐาน

อีกปัจจัยที่สำคัญคือ ตลาดหุ้นเวเนซุเอลามีขนาดที่เล็กมาก มีบริษัทจดทะเบียนไม่ถึง 30 ตัว และเป็นหุ้นขนาดเล็กมาก หุ้นที่มีขนาดมูลค่าตลาดใหญ่ที่สุดคือ Mercantil Servicios Fin หรือ MVZ มีมาร์เก็ตแคปแตะ 1 ล้านล้านโบลิวาร์ หรือคิดเป็นเพียง 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 65,000 ล้านบาท เพียงตัวเดียวเท่านั้น และยังมีสภาพคล่องที่ต่ำมาก ปริมาณการซื้อขายเบาบาง สามารถลากราคาหุ้นขึ้นลงได้ง่ายกว่าตลาดทั่วไปมาก

แถมการเข้าถึงเงินสกุลดอลลาร์ในประเทศมีข้อจำกัดสูง ระบบการเงินที่ไม่เสถียร การลงทุนจึงมีทางเลือกไม่มากนัก หุ้นจึงกลายเป็นหนึ่งในทางเลือกที่เหลืออยู่สำหรับนักลงทุน

ในขณะที่ถ้าลองเปรียบเทียบอัตรา "ผลตอบแททนที่แท้จริง" จากการลงทุน โดยจะใช้ตัวแปรหลักในการวิเคราะห์ 3 ตัวแปรด้วยกันคือ ผลตอบแทนจากการลงทุน อัตราเงินเฟ้อ และค่าเงิน ระหว่างหุ้นเวเนซุเอลา สหรัฐอเมริกา รวมถึงไทย จะเห็นความแตกต่างที่ชัดเจน

ตลาดหุ้นเวเนซุเอลา ดัชนีพุ่งสูงสุดในโลก 181% YTD และ 2,494% ในรอบ 1 ปี ซึ่งถูกคำนวนเป็นสกุลเงินโบลิวาร์ แต่เมื่อนำมาเทียบกับปริมาณเงินเฟ้อที่ยังสูงมากกว่า 600% ค่าเงินก็อ่อนลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผลตอบแทนที่แท้จริงหลังหักอัตราเงินเฟ้อ และปรับเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ในชาวง 1 ปี มีกำไรอยู่บ้าง แต่ในช่วงเวลาขาดทุน แต่ถ้านับเฉพาะ YTD ติดลบหลักร้อยเปอร์เซนต์เลยทีเดียว ตัวเลขดูเพิ่มขึ้น แต่กำลังซื้อกลับถอยหลังลง

ส่วนตลาดหุ้นไทย ถึงแม้ส่วนใหญ่จะไม่ใช่ตลาดที่มีความหวือหวา SET Index โตเฉลี่ยในระยะยาว 3-8% ต่อปี ขณะที่อัตราเงินเฟ้อก็อยู่ในกรอบที่ประมาณ 1–3% ต่อปี และค่าเงินบาทค่อนข้างมีเสถียรภาพ แม้จะมีความผันผวนบ้างในบางช่วงเวลา ทำให้ผลตอบแทนที่แท้จริงยังคงเป็นบวกที่ประมาณ 2-5% ต่อปี ทำให้เป็นตลาดที่สามารถสร้างความมั่งคั่งจากการลงทุนได้จริงในระยะยาว มีคุณภาพมากกว่ากันอย่างเทียบไม่ได้

ขณะเดียวกันตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ถือว่าเป็นมาตรฐานของตลาดหลักทรัพย์ มีเสถียรภาพสูงดัชนี S&P 500 โตเฉลี่ย 8–10% ต่อปี ขณะที่อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ประมาณ 2–4% ส่วนสกุลเงินเงินดอลลาร์ ยังคงเป็นสกุลเงินหลักของโลก มีความแข็งแกร่งในระยะยาว ทำให้ผลตอบแทนที่แท้จริงอยู่ที่ประมาณ 5-7% และเป็นการเติบโตจากกำไรของบริษัทจดทะเบียนที่เติบโตอย่างสม่ำเสมอ

ตัวเลขดัชนีตลาดหลักทรัพย์อาจจะเป็นเพียงภาพลวงตาเท่านั้น ผลตอบแทนที่เกิดขึ้น อาจจะไม่ใช่ผลตอบแทนที่แท้จริง ดังนั้นการวิเคราะห์ผลตอบแทนที่แท้จริงจากการลงทุน จึงเป็นปัจจัยที่สำคัญมากต่อนักลงทุน ที่จะสามารถบอกได้ว่าจริง ๆ แล้วการลงทุนของเรามีความคุ้มค่า หรือได้ผลตอแทนที่แท้จริงตรงกับเป้าหมายการลงทุนหรือไม่

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง