รีเซต

เตือนไทยใกล้จุดวิกฤต! น้ำท่วม-ร้อนจัด-น้ำทะเลหนุน เศรษฐกิจเสี่ยงพังทั้งประเทศ

เตือนไทยใกล้จุดวิกฤต!  น้ำท่วม-ร้อนจัด-น้ำทะเลหนุน  เศรษฐกิจเสี่ยงพังทั้งประเทศ
TNN ช่อง16
24 เมษายน 2569 ( 09:05 )
15

ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก SonthiKotchawatเกี่ยวกับประเทศไทยเสี่ยงประสบภัยพิบัติสูง เมื่อโลกเปลี่ยน ชีวิตต้องปรับ..เตรียมรับความทุกข์ กำลังตามา

 

ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความเสี่ยงจากภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำรงชีวิต เศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศ จากเดิมที่ภัยธรรมชาติอาจเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว ปัจจุบันกลับกลายเป็นเหตุการณ์ที่เกิดถี่ขึ้น รุนแรงขึ้น และคาดเดาได้ยากขึ้น ทำให้ประชาชนทุกภาคส่วนต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะกลายเป็น “ความทุกข์ครั้งใหญ่” ของสังคมไทย

 

ประเทศไทยมีความเสี่ยงต่อภัยพิบัติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับสูง โดยได้รับการจัดอันดับที่ 17 ของโลก เรื่องดัชนีความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ (Climate Risk Index - CRI) ของปี 2026 ซึ่งขยับสูงขึ้นจากอันดับที่ 72 ในปี 2022 เนื่องจากต้องเผชิญกับเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงผู้ได้รับผลกระทบทางอ้อม แต่กำลังอยู่ในแนวหน้าของวิกฤตภูมิอากาศโลก


ภัยพิบัติหลักที่ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศมีหลายรูปแบบ โดยภัยที่สร้างความเสียหายมากที่สุดคือ อุทกภัย หรือ น้ำท่วม ปัจจุบันมีแนวโน้มเป็น “พายุรุนแรงเฉพาะจุด” (Cloudbursts) ที่มีปริมาณฝนสะสมสูงมากในระยะเวลาสั้น เช่น เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เมื่อปลายปี 2025 มีปริมาณฝนสูงถึง 350–400 มิลลิเมตรในวันเดียว ซึ่งเป็นระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในรอบ 300 ปี สะท้อนให้เห็นว่าระบบรับมือภัยพิบัติแบบเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป

 

ขณะเดียวกัน คลื่นความร้อนและภัยแล้งก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ อุณหภูมิในประเทศไทยสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในปี 2024 ที่มีผู้เสียชีวิตจากโรคลมแดด (Heat Stroke) ถึง 38 ราย และอุณหภูมิในบางจังหวัดพุ่งสูงถึง 44.2 องศาเซลเซียส นอกจากนี้ยังมีความกังวลเรื่องวิกฤตภัยแล้งที่รุนแรงอาจเกิดขึ้นในปี 2026 ซึ่งจะส่งผลต่อทั้งการใช้น้ำอุปโภคบริโภคและภาคการเกษตรอย่างหนัก

 

อีกหนึ่งภัยที่น่ากังวลคือ ระดับน้ำทะเลหนุนและการกัดเซาะชายฝั่ง โดยบริเวณอ่าวไทยมีระดับน้ำทะเลสูงขึ้น 3–5 มิลลิเมตรต่อปี ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลก ส่งผลให้พื้นที่ลุ่มต่ำ เช่น กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ และจังหวัดชายทะเลหลายแห่ง เสี่ยงต่อการจมน้ำถาวร รวมถึงการกัดเซาะชายฝั่งที่รุนแรงขึ้น กระทบต่อที่อยู่อาศัย ระบบเศรษฐกิจ และความมั่นคงของชุมชนชายฝั่ง


นอกจากนี้ ยังมีภัยจากพายุไซโคลนและลมกระโชกแรง เช่น เหตุการณ์พายุไซโคลนเซนยาร์ (Cyclone Senyar) ที่ก่อตัวขึ้นบริเวณช่องแคบมะละกา ใกล้กับเกาะสุมาตราของประเทศอินโดนีเซีย ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2025 ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลัน จนมีผู้เสียชีวิตเกือบ 300 ราย เหตุการณ์เช่นนี้แสดงให้เห็นว่าภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในภูมิภาคสามารถส่งผลกระทบต่อประเทศไทยได้โดยตรง

 

ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้หยุดอยู่แค่ความเสียหายทางธรรมชาติ แต่ยังลุกลามไปสู่ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมอย่างชัดเจน โดยภาคเกษตรกรรมถือเป็นภาคส่วนที่เปราะบางที่สุด เนื่องจากพึ่งพาสภาพอากาศโดยตรง เกษตรกรกว่า 12 ล้านคน มีความเสี่ยงต่อรายได้ที่ลดลง และผลผลิตเสียหายจากทั้งน้ำท่วมและภัยแล้ง ส่งผลต่อความมั่นคงทางอาหารของประเทศในระยะยาว

 

ในด้านเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารโลกเตือนว่า หากไม่มีการปรับตัวอย่างมีประสิทธิภาพ ผลกระทบจากภูมิอากาศอาจทำให้ประเทศไทยสูญเสีย GDP ได้ถึง 7–14% ภายในปี 2050 ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สะท้อนความเสียหายมหาศาล และอาจส่งผลต่อการเติบโตของประเทศในระยะยาว

 

ขณะเดียวกัน ปัญหาความเหลื่อมล้ำก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น กลุ่มผู้มีรายได้น้อยและแรงงานนอกระบบ เช่น คนงานก่อสร้าง และเกษตรกร มักได้รับผลกระทบจากความร้อนและภัยพิบัติรุนแรงกว่ากลุ่มอื่น เพราะขาดทั้งทรัพยากรในการป้องกันตัวเอง และโอกาสในการฟื้นฟูหลังเกิดภัยพิบัติ

 

เมื่อโลกเปลี่ยน ชีวิตของคนไทยก็จำเป็นต้องปรับตัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งในระดับบุคคล ชุมชน และนโยบายของประเทศ การเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติไม่ใช่เรื่องของอนาคตอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องเร่งด่วนของวันนี้ เพราะหากไม่เริ่มปรับตัวตั้งแต่ตอนนี้ ความทุกข์ที่กำลังจะมาถึงอาจรุนแรงเกินกว่าที่เราจะรับมือได้ทัน

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง