เอกชนห่วงเก็บภาษีอิหร่านกระทบเหล็กไทย

นายนาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ว่า หากศาลฎีกามีคำตัดสินว่าการใช้อำนาจที่ผ่านมาของ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ไม่เป็นธรรมนั้น อาจส่งผลดีต่อไทยไม่ต้องแบกรับภาระภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ที่ระดับร้อยละ 19-25 ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่สินค้าไทย อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากยังมีความเสี่ยงที่มาตรการทางการค้าจะถูกนำกลับมาใช้ในรูปแบบอื่น หรือ หากศาลปัดตกระบบการเก็บภาษีทรัมป์ก็คงอยู่ และอาจมีมาตรการออกมาเพิ่มเช่นกัน
ส่วนกรณีที่นายทรัมป์ เรียกเก็บภาษีประเทศคู่ค้ากับอิหร่านร้อยละ 25 ซึ่งอาจส่งผลโดยตรงต่อการคาดการณ์ราคาน้ำมันที่อาจพุ่งสูงขึ้นนั้น มองว่า ไทยจำเป็นต้องระมัดระวังผลกระทบต่ออุตสาหกรรมภายในประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเหล็กถือเป็น กลุ่มที่เปราะบางที่สุด เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูง
ขณะที่ไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานทั้งก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน หากราคาน้ำมันโลกปรับตัวสูงขึ้นจากนโยบายต่างประเทศของสหรัฐ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตเหล็ก ไม่ว่าจะเป็นการผลิตผ่านเตาหลอมไฟฟ้าหรือกระบวนการอื่นๆ ทั้งนี้ ไม่อยากให้นโยบายของทรัมป์กลายเป็นบรรทัดฐาน ให้แก่ประเทศมหาอำนาจอื่นในการใช้กำลังทางทหารหรืออำนาจทางเศรษฐกิจรังแกประเทศที่เล็กกว่า ซึ่งอาจนำไปสู่สภาวะคล้าย "ยุคล่าอาณานิคม" ในรูปแบบใหม่ ลึกๆ คาดหวังให้สหรัฐยังคงเป็นต้นแบบด้านประชาธิปไตย และหวังว่าระบบคานอำนาจอย่างรัฐสภา หรือศาลสูงจะช่วยบรรเทานโยบายที่ดูสุดโต่งเกินไปให้กลับมาอยู่ในระดับที่เหมาะสม
ดังนั้น อยากฝากถึงรัฐบาลใหม่ที่กำลังจะเข้ามาบริหารประเทศว่าควรให้ความสำคัญกับการคัดเลือกผู้บริหารด้านต่างประเทศที่รักษา สมดุลอำนาจได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากประเทศไทยพึ่งพาการส่งออกไปยังสหรัฐสูง แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องพึ่งพาสินค้าทุน และวัตถุดิบจากจีนเป็นจำนวนมาก การรักษาความสัมพันธ์กับทั้งสองฝ่าย จึงเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยอยู่รอดได้ในภาวะความผันผวนนี้
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
