บทเรียนนักลงทุน เมื่อหุ้นเกาหลีใต้ร่วงหนัก "ETF Leverage" ทุบรายย่อย

ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนสิงหาคม 2569 ตลาดหุ้นเกาหลีใต้เผชิญกับการปรับฐานที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายปี โดยจุดศูนย์กลางของวิกฤติไม่ได้มาจากผลประกอบการของบริษัทเพียงอย่างเดียว
แต่เกิดจากการเก็งกำไรผ่าน ETF แบบ Leverage รายตัว หรือ Single-stock Leveraged ETF ที่อ้างอิงหุ้นยักษ์ใหญ่อย่าง Samsung Electronics และ SK Hynix ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงที่กระแสหุ้น AI ได้รับความนิยมจากนักลงทุน
โดยสาเหตุหลักของเรื่องนี้ มาจากนักลงทุนรายย่อยจำนวนมหาศาลที่แห่ซื้อ ETF แบบ Leverage ที่ระดับ 2 เท่า เพื่อหวังผลตอบแทนจากหุ้น AI และเซมิคอนดักเตอร์ ที่กำลังพุ่งแรง ทำให้มูลค่าการซื้อขายของ ETF กลุ่มนี้พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์
ทุกอย่างดูจะเป็นเรื่องปกติธรรมดาของการลงทุนในลักษณะที่ใช้อัตราทดเพื่อเพิ่มผลตอบแทนที่สูงขึ้นจากเงินลงทุนเท่าเดิม แต่สิ่งที่นักลงทุนไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อราคาหุ้น Samsung และ SK Hynix เริ่มปรับตัวลงจากความกังวลเรื่องการแข่งขัน ความเสี่ยงการลงทุนด้าน AI และแรงขายจากนักลงทุนสถาบัน ETF ที่ใช้ Leverage ทำให้เกิดผลขาดทุนมากกว่าหุ้นปกติหลายเท่า
จากรายงานของ Citi ประเมินว่า นักลงทุนรายย่อยเกาหลีใต้สูญเสียมูลค่าพอร์ตลงทุนรวมประมาณ 38,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากเหตุการณ์ครั้งนี้ และนักลงทุนจำนวนมากที่พยายามซื้อถัวเฉลี่ยเมื่อราคาเป็นขาลง ใน ETF แบบ Leverage ก็ต้องเผชิญกับผลขาดทุนเกิน 50%
เมื่อวิเคราะห์ลงไปในกลไกของ ETF แบบ Leverage ซึ่งเป็นกองทุนที่ต้องปรับพอร์ตทุกวัน หรือการทำ Daily Rebalancing ทำให้เมื่อราคาหุ้นลดลง กองทุนต้องขายหุ้นเพิ่ม ส่งผลให้แรงขายยิ่งทวีความรุนแรง และกดดันตลาดโดยรวม หรือที่นักลงทุนรู้จักกันว่า Forced Selling ซึ่งถ้านักลงทุนไม่อยากที่จะถูก Forced Selling นักลงทุนที่ใช้เงินกู้ หรือ Margin จะถูกเรียกหลักประกันเพิ่ม หรือ Margin Call นักลงทุนจำนวนมากต้องขายหน่วยลงทุน หรือหุ้นออกไปในราคาต่ำ ส่งผลให้การปรับฐานทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น
ขณะที่รัฐบาลเกาหลีใต้ออกมายอมรับว่าการเติบโตของ ETF ที่มีความเสี่ยงสูง หรือมีการใช้ Leverage สร้างความผันผวนให้กับตลาดโดยรวมอย่างรุนแรง นักลงทุนรายย่อยที่ไม่ได้ลงทุนด้วย Leverage ก็จำเป็นที่จะต้องขายออกเพื่อลดความเสี่ยงตามไปด้วย
ซึ่งรัฐบาลเกาหลีใต้ได้ออกมาตรการหลายด้าน ได้แก่ ระงับการอนุมัติ ETF Leverage รายตัวใหม่, ห้ามโฆษณาส่งเสริมการขายผลิตภัณฑ์ดังกล่าว, เพิ่มเงินประกันขั้นต่ำสำหรับผู้ลงทุน และเตรียมจำกัดสัดส่วนการลงทุนใน ETF ประเภทนี้ไม่ให้เกิน 20% ของสินทรัพย์ลงทุนทั้งหมดของนักลงทุนรายย่อย
เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนภาพที่น่าสนใจ เมื่อหุ้นพื้นฐานอย่าง Samsung และ SK Hynix จะยังมีศักยภาพระยะยาวจากธุรกิจ AI และหน่วยความจำ แต่การใช้ Leverage สามารถขยายทั้งกำไร และขาดทุนได้อย่างรุนแรง เมื่อราคาหุ้นเริ่มปรับฐาน กลไกของ ETF และการใช้เงินกู้ยืมสามารถเร่งให้ตลาดเกิดแรงขายเป็นลูกโซ่ จนสร้างความเสียหายต่อนักลงทุนรายย่อยและทำให้ตลาดผันผวนเกินกว่าปัจจัยพื้นฐานของบริษัทเอง
แน่นอนว่าการใช้ Leverage เป็นกลยุทธ์อย่างหนึ่งในการลงทุน แต่นักลงทุนก็ต้องไม่ลืมว่าเมื่อความต้องการผลตอบแทนที่เพิ่มสูงขึ้น ย่อมมาพร้อมกับความเสี่ยงที่มากขึ้นไปด้วย การใช้ Leverage ที่สูงเกินกว่าความสามารถในการรับความเสี่ยงของนักลงทุน เมื่อราคาหุ้นเคลื่อนไหว "ผิดทาง" ความเสียหายจะรุนแรงจนอาจจะทำให้สูญเสียเงินลงทุนทั้งหมดได้เลย
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
