รีเซต

AI บูมตลาดชิป คนรุ่นใหม่ไม่สนงานนั่งโต๊ะ

AI บูมตลาดชิป คนรุ่นใหม่ไม่สนงานนั่งโต๊ะ
TNN ช่อง16
3 มิถุนายน 2569 ( 11:04 )

ในอดีต ผู้คนมักมองว่าตำแหน่งงานในออฟฟิศ (white collar) ที่ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์มีสถานะสูงกว่างานผลิตในโรงงานหรืองานสายช่าง (blue collar) เนื่องจากอัตราค่าตอบแทนที่มากกว่าและมีความมั่นคงกว่า แต่ตอนนี้มุมมองดังกล่าวได้เปลี่ยนไปแล้ว เนื่องจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่พัฒนาอย่างรวดเร็วกลายเป็นตัวเร่งความเปลี่ยนแปลงในการทำงาน ความฉลาดของ AI กำลังทำให้งานในออฟฟิศหลายอย่างถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นงานวิเคราะห์ข้อมูลไปจนถึงการร่างเอกสาร 


เกาหลีใต้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของปรากฏการณ์นี้ โดยสะท้อนผ่านความเฟื่องฟูของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่เติบโตแบบก้าวกระโดดจากความต้องการด้าน AI ที่บูมทั่วโลก ทำให้ความต้องการใช้ชิปเพิ่มขึ้นมหาศาลจนเกิดปัญหาขาดแคลนตามมา นี่ทำให้ผลประกอบการของยักษ์เซมิคอนดักเตอร์ทั้ง “ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์” และ “SK ไฮนิกซ์” เพิ่มขึ้นหลายเท่า นำไปสู่การจ่ายโบนัสก้อนโต โดยพนักงานฝ่ายผลิตชิปของ “ซัมซุง” 78,000 คน จะได้รับโบนัสเป็นหุ้นและเงินสดเฉลี่ยคนละกว่า 500-600 ล้านวอน หรือ 11-13 ล้านบาท ส่วน “SK ไฮนิกซ์” จะจ่ายโบนัสให้พนักงาน 35,000 คน เฉลี่ยคนละ 700 ล้านวอน หรือประมาณ 15 ล้านบาท ในขณะที่พนักงานแผนกอื่นในบริษัทเดียวกัน รวมถึงพนักงานของบริษัทขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมอื่นได้น้อยกว่ามาก


อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในเกาหลีใต้เติบโตต่อเนื่องมาหลายปีแล้ว ส่งผลให้คนรุ่นใหม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่องานสายอาชีพและงานในโรงงาน ข้อมูลจากสภาการศึกษาระดับปริญญาตรีของเกาหลีใต้ (Korean Council for University College Education) ระบุว่า นักศึกษากำลังเปลี่ยนความสนใจจากการเรียนมหาวิทยาลัยไปเรียนในวิทยาลัยอาชีวศึกษามากขึ้น โดยจำนวนนักศึกษาที่สมัครเรียนอาชีวะอยู่ที่ 2,500 คนในปีนี้ เพิ่มขึ้นร้อยละ 23 จากปีที่แล้ว 


แม้แต่ผู้ที่เรียนจบหลักสูตร 4 ปีจากมหาวิทยาลัยก็ยังสนใจสมัครงานในตำแหน่งฝ่ายผลิตที่ “SK ไฮนิกซ์” ทั้งกลุ่มที่มีความรู้พื้นฐานด้านเซมิคอนดักเตอร์ และกลุ่มที่จบต่างสาขา ซึ่งสะท้อนมุมมองของบรรดาคนรุ่นใหม่ หรือ Gen Z ต่อการทำงานสายอาชีพในเกาหลีใต้ ผลการสำรวจล่าสุดของแพลตฟอร์มจัดหางาน Catch ที่สอบถามผู้สมัครงานกลุ่ม Gen Z จำนวน 1,800 คนที่เกิดระหว่างปี 2540-2555 พบว่า ร้อยละ 60 เลือกทำงานด้านการผลิตที่ได้เงินเดือน 70 ล้านวอนและต้องทำงานเป็นกะ มากกว่างานออฟฟิศที่ได้เงินเดือน 30 ล้านวอนแต่ไม่มีค่าล่วงเวลา นอกจากนี้ มุมมอมต่อการทำงานแบบใช้แรงก็เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น โดยมุมมองเชิงบวกมีสัดส่วนมากสุดที่ร้อยละ 68 เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 จากปีที่แล้ว ส่วนมุมมองเป็นกลางอยู่ที่ร้อยละ 26 ขณะที่มุมมองเชิงลบมีเพียงร้อยละ 6

ผลสำรวจยังพบว่า อุตสาหกรรมที่ Gen Z สนใจทำงานสายอาชีพมากที่สุด คือ กลุ่ม IT, แบตเตอรี่, เซมิคอนดักเตอร์ ที่มีสัดส่วนร้อยละ 32 ตามด้วยกลุ่มยานยนต์, ต่อเรือ, สายการบิน ที่ร้อยละ 25 ด้านอุตสาหกรรมความงาม, การทำอาหารและเบเกอรี่ อยู่ที่ร้อยละ 19 ต่อมา คือ อุตสาหกรรมอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ที่ร้อยละ 18 และอุตสาหกรรมก่อสร้าง, วิศวกรรมโยธา, ออกแบบตกแต่งภายใน อยู่ที่ร้อยละ 13


“ซง ฮอน-แจ” อาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยโซล อธิบายว่า ตำแหน่งงานในออฟฟิศยังคงได้รับความนิยมในเกาหลีใต้ เพราะความมั่นคงและรายได้ที่คาดการณ์ได้ เมื่อประกอบกับจำนวนแรงงานมากมายในอดีตทำให้ค่าจ้างในภาคการผลิตไม่สูงเกินกว่างานในออฟฟิศ แต่ขณะนี้แรงกดดันด้านค่าจ้างสูงขึ้น เนื่องจากปัญหาขาดแคลนแรงงานท่ามกลางจำนวนประชากรที่ลดลง รวมถึงเทรนด์โบนัสก้อนโตจากอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในปีนี้ ทำให้เกิดมุมมองใหม่ที่ว่า แรงงานสายอาชีพก็ได้รับค่าตอบแทนสูง แม้จะไม่ได้เรียนจบระดับปริญญา ซึ่งมุมมองดังกล่าวสอดคล้องกับการที่บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลก อาทิ เมตา แพลตฟอร์มส์ และแอมะซอน กำลังปรับลดจำนวนพนักงานในสำนักงานลง หันมาใช้ AI ทำงานแทน และให้ความสำคัญกับแรงงานภาคสนามมากขึ้น 

เช่นเดียวกับ “จีน” ที่แนวโน้มตำแหน่งงานสายอาชีพมีความต้องการเพิ่มขึ้น โดยโครงการสำคัญ ๆ ที่ระบุไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 ของจีน (ปี 2569-2573) กำลังสร้างงานที่ต้องการทักษะทางเทคนิคสูงขึ้น รวมถึงมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน หรือมีความสามารถหลากหลายขึ้น ซึ่งท้าทายมุมมองเดิม ๆ ที่ว่างานก่อสร้างส่วนใหญ่เป็นงานที่เน้นใช้แรงกาย เพราะทางการจีนให้ความสำคัญกับแรงงานทักษะสูงในการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานและการผลิตขั้นสูง ไปจนถึงอุตสาหกรรมเกิดใหม่ ซึ่งจะขยับสู่เทคโนโลยีอัจฉริยะ ดิจิทัล และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม


“จาง หลินซาน” นักวิจัยจากสถาบันวิจัยเศรษฐศาสตร์มหภาค ในสังกัดคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติ (NDRC) กล่าวว่า โครงการพลังงานขนาดใหญ่แห่งใหม่ในทะเลทรายและภูมิภาคโกบี ตำแหน่งงานมากกว่าร้อยละ 70 เป็นงานด้านอุตสาหกรรมที่ใช้ทักษะสูง โดยต้องการผู้เชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ อาทิ การทดสอบระบบและการปฏิบัติงานด้านไฟฟ้าแรงสูง บุคลากรที่ได้ใบรับรองด้านการปฏิบัติงานและการบำรุงรักษาจะได้รับเงินเดือน 15,000-20,000 หยวน หรือประมาณ 72,000- 96,000 บาทต่อเดือน


AI ก็เป็นอุตสาหกรรมที่จีนให้ความสำคัญ คาดว่าอุตสาหกรรมเกี่ยวกับ AI ในจีนจะมีมูลค่าทะลุ 10 ล้านล้านหยวน หรือ 1.45 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในปี 2573 โดยในปีนี้ประเมินว่า จีนจะลงทุนด้าน AI ราว 8.90 แสนล้านหยวน หรือ1.25 แสนล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 18 เมื่อเทียบรายปี ขณะที่จีนมีจำนวนยูนิคอร์น หรือบริษัทสตาร์ตอัปที่มีมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์ขึ้นไป ซึ่งเกี่ยวกับ AI ทั้งหมด 47 แห่ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 27 และมูลค่าการเสนอขายหุ้นครั้งแรกต่อสาธารณะ (IPO) น่าจะแตะที่ 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 31 เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว


ข้อมูลจากแพลตฟอร์มจัดหางานของจีน “Maimai” หรือที่ออกเสียง “โม่โม่” ระบุว่า จำนวนตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้องกับ AI ที่ประกาศรับสมัครใหม่ในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ปีนี้ เพิ่มขึ้นประมาณ 12 เท่าเมื่อเทียบปีที่แล้ว ซึ่งตำแหน่งงานที่มีค่าตอบแทนสูงที่สุด ได้แก่ นักวิทยาศาสตร์ด้าน AI นักออกแบบผลิตภัณฑ์ และนักวิจัยอัลกอริทึม มีเงินเดือนเฉลี่ยสูงกว่า 70,000 หยวนต่อเดือน


ความสำคัญของบุคลากรด้าน AI ในจีนส่งผลให้ทางการออกคำสั่งจำกัดการเดินทางไปต่างประเทศของบุคลากรระดับสูงด้าน AI ในบริษัทเอกชนชั้นนำอย่าง “อาลีบาบา” และ “ดีปซีค” ซึ่งเป็นการยกระดับมาตรการปกป้องเทคโนโลยีของจีนท่ามกลางการแข่งขันกับสหรัฐฯ โดย AI ขั้นสูงถือว่าเป็นภาคส่วนที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของจีน

ปรากฏการณ์นี้ยังเกิดขึ้นในสหรัฐฯ เช่นกัน ชาวอเมริกันนิยมเรียนมหาวิทยาลัยนับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งปริญญาบัตรเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของความก้าวหน้าด้านอาชีพ แต่เมื่อ AI มีบทบาทมากขึ้นก็เริ่มเปลี่ยนตลาดแรงงานไปจากเดิม ถึงแม้ AI จะยังไม่นำไปสู่การเลิกจ้างครั้งใหญ่ แต่ก็เริ่มเกิดการเลย์ออฟตำแหน่งที่ AI ทดแทนได้ และปริญญาก็ไม่ได้การันตีว่าบัณฑิตจบใหม่จะได้งานทำเสมอไป การที่บริษัทใช้ AI ทำงานได้มากขึ้น ทำให้การจ้างงานชะลอตัวลง ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว จึงส่งผลกระทบต่อแรงงานจบใหม่ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงสูงจากการทดแทนด้วย AI อย่างการตลาด กฎหมาย บัญชีพ ทรัพยากรบุคคล และ IT


แม้ว่าการใช้งาน AI ที่แพร่หลายจะสร้างงานประเภทใหม่ ๆ แต่งานจำนวนมากเป็นงานที่ต้องใช้แรง ซึ่งอาจไม่จำเป็นต้องใช้วุฒิปริญญา โดยส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับการก่อสร้างและบำรุงรักษาศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่ขับเคลื่อน AI แต่ก็ไม่ชัดเจนว่างานเหล่านี้จะยั่งยืนแค่ไหน เมื่อบริษัทต่าง ๆ สร้างโรงงานผลิตชิป Data Center และสิ่งก่อสร้างที่เกี่ยวข้องเสร็จสิ้น 


ที่ผ่านมา การเรียนระดับปริญญาตรี 4 ปี ส่งผลให้ค่าจ้างสูงกว่าและอัตราการว่างงานต่ำกว่าตลอดช่วงชีวิต แต่แนวโน้มดังกล่าวเปลี่ยนไปในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งมาจากผลตอบแทนจากการลงทุนเรียนปริญญาตรีถูกตั้งคำถามท่ามกลางค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาที่สูงขึ้นและหนี้สินจำนวนมาก ประกอบกับ AI ที่สร้างแรงกดดันมากขึ้น ด้านศูนย์สถิติการศึกษาแห่งสหรัฐฯ ชี้ว่า จำนวนนักศึกษาระดับต่ำกว่าบัณฑิตศึกษาที่สมัครเรียนวิทยาลัย (College) ในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น ซึ่งไม่เน้นการวิจัยเท่ามหาวิทยาลัย (University)


ข้อมูลจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) สาขานิวยอร์ก พบว่า อัตราการว่างงานเฉลี่ยของผู้สำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยเมื่อเร็ว ๆ นี้ ซึ่งอายุระหว่าง 22-27 ปี ในช่วงยุค 1990 อยู่ที่ร้อยละ 4.5 และในปี 2568 อัตราเฉลี่ยดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 5.6 


ขณะที่ประเมินว่า ในปีนี้ สหรัฐฯ ขาดแคลนแรงงานประมาณ 350,000 คน ที่ทำงานเกี่ยวกับการก่อสร้าง ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 450,000 คนในปีหน้า และภายในปี 2573 อาจมีตำแหน่งงานช่างฝีมือประมาณ 2.1 ล้านตำแหน่งที่ยังว่างอยู่

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง