รีเซต

พ่อไทยทิพย์ เปิดปมสวมสัญชาติ ตามรอยเงินและทะเบียนเท็จ

พ่อไทยทิพย์ เปิดปมสวมสัญชาติ ตามรอยเงินและทะเบียนเท็จ
TNN ช่อง16
28 ตุลาคม 2569 ( 12:18 )
7

ชื่อบิดาในสูติบัตรเป็นจุดเริ่มต้นของการยืนยันความสัมพันธ์ในครอบครัว แต่ในคดี “พ่อไทยทิพย์” ข้อมูลสำคัญนี้กลับถูกกล่าวหาว่าเป็นช่องทางสวมสิทธิให้บุตรของชาวต่างชาติได้รับสัญชาติไทย ผ่านการรับรองเป็นบิดาโดยชายไทยที่ไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือด ก่อนนำเอกสารไปใช้ดำเนินการทางทะเบียน

ปฏิบัติการ “ตัดบทพ่อไทยทิพย์” เฟส 3 เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 ทำให้การตรวจสอบขยายไปถึงผู้เกี่ยวข้องหลายกลุ่ม ทั้งชายไทยผู้รับรองเป็นบิดา บิดามารดาต่างชาติ เจ้าหน้าที่รัฐ และบุคลากรโรงพยาบาล โดยพนักงานสอบสวนยื่นขอหมายจับ 46 หมาย หลังตรวจสอบบุคคลเพิ่ม 24 ราย ซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุว่าผลตรวจ DNA ไม่พบความสัมพันธ์แบบบิดากับบุตรกับชายไทยที่มีชื่ออยู่ในสูติบัตร

เบื้องหลังตัวเลขดังกล่าว ยังมีคำถามที่ต้องหาคำตอบว่า เอกสารที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงผ่านการตรวจสอบมาได้อย่างไร ใครเป็นผู้จัดหา ใครรับรอง และเงินที่ครอบครัวจ่ายไปถึงมือผู้ใดบ้าง

สามเฟส ตัวเลขเพิ่ม แต่ต้องตรวจยอดให้ตรงกัน

การดำเนินงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติร่วมกับกรมการปกครองเริ่มจากเฟสแรกในเดือนเมษายน 2569 พบผู้ถูกตรวจสอบ 3 ราย และจับกุมผู้เกี่ยวข้อง 6 คน ก่อนขยายผลในเดือนกรกฎาคม พบเพิ่มอีก 22 ราย ส่วนเฟสล่าสุดพบเพิ่ม 24 ราย

เมื่อรวมตัวเลขรายเฟสจะได้ 49 ราย อย่างไรก็ตาม จำนวนนี้ยังต้องตรวจสอบรายชื่อเพื่อยืนยันว่าไม่มีบุคคลซ้ำกัน ขณะที่ยอดจับกุมในเฟส 2 มีข้อมูลปรากฏทั้ง 36 คนและ 37 คน จึงต้องตรวจสอบกับบัญชีผู้ต้องหาและสำนวนคดีก่อนสรุปยอดสะสม

อีกประเด็นที่ต้องแยกให้ชัดคือ หมายจับ 46 หมายในเฟส 3 ไม่ได้หมายความว่ามีผู้ต้องหา 46 คน หรือจับกุมได้ครบทั้งหมดแล้ว เพราะบุคคลหนึ่งอาจมีหมายจับมากกว่าหนึ่งหมาย

ส่วนกลุ่มต้องสงสัย 1,483 รายที่อยู่ในขอบเขตการตรวจสอบ ยังไม่ใช่จำนวนผู้ได้รับสัญชาติไทยโดยมิชอบที่พิสูจน์ครบแล้ว การขยายผลจึงต้องตรวจทั้งประวัติการเกิด เอกสารโรงพยาบาล รายการทะเบียน และความสัมพันธ์ในครอบครัวเป็นรายบุคคล

ค่าจ้างรับรอง 2,000 บาท กับเงินที่เรียกเก็บหลักหมื่น

ข้อมูลการสอบสวนอีกกรณีที่เปิดเผยเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2569 ระบุว่า ชายไทยผู้ถูกกล่าวหารับรองบุตรเท็จได้รับค่าจ้าง 2,000 บาทต่อราย ขณะที่นายหน้าเรียกเก็บจากครอบครัวเด็ก 40,000–50,000 บาทในขั้นตอนขอสูติบัตร และเรียกเก็บเพิ่มเติมอีก 20,000 บาทต่อคน หากต้องการดำเนินการเรื่องบัตรประชาชนหรือหนังสือเดินทาง

เมื่อเทียบเฉพาะค่าจ้างผู้รับรองกับเงินที่เรียกเก็บในขั้นตอนขอสูติบัตร จะเห็นความต่าง 20–25 เท่า แต่ยังสรุปไม่ได้ว่าส่วนต่างทั้งหมดเป็นกำไรของนายหน้า เนื่องจากต้องตรวจสอบต่อว่าเงินถูกแบ่งจ่ายให้ใครบ้าง และมีหลักฐานการรับจ่ายจริงเท่าใด

ตัวเลขเหล่านี้เป็นข้อมูลเฉพาะกรณี ไม่สามารถนำไปคูณกับจำนวนผู้ถูกตรวจสอบทั้งหมดเพื่อประเมินมูลค่าขบวนการได้ เพราะแต่ละครอบครัวอาจใช้วิธีดำเนินการต่างกัน เกิดขึ้นคนละช่วงเวลา และมีผู้เกี่ยวข้องคนละกลุ่ม

หลักฐานทางการเงินจึงมีความสำคัญต่อการขยายผล ทั้งรายการโอนเงิน บัญชีผู้รับ ข้อความติดต่อ และช่วงเวลาที่จ่ายเงิน หากเชื่อมโยงกับวันที่ออกเอกสารหรือวันที่ดำเนินการทางทะเบียนได้ จะช่วยให้เห็นบทบาทของผู้เกี่ยวข้องชัดเจนขึ้น


ผล DNA ของลูกแท้ ถูกนำไปใช้กับเด็กอีกคน

หนึ่งในวิธีการที่ปรากฏจากการสอบสวน คือการนำบุตรแท้ของชายไทย ซึ่งมีอายุใกล้เคียงกับเด็กต่างชาติ ไปตรวจ DNA เพื่อยืนยันความสัมพันธ์ระหว่างบิดากับบุตร จากนั้นนำเอกสารผลตรวจไปใช้ประกอบการดำเนินการทางทะเบียนให้เด็กอีกคน

หากพิสูจน์ได้ตามข้อกล่าวหา ปัญหาจะอยู่ที่การตรวจสอบตัวบุคคลตั้งแต่วันเก็บตัวอย่างจนถึงวันที่ยื่นเอกสาร เพราะแม้ผลตรวจ DNA จะถูกต้อง ก็ไม่สามารถใช้ยืนยันความสัมพันธ์ให้บุคคลอื่นได้

สิ่งที่ต้องตรวจสอบต่อคือ ผู้เข้ารับการตรวจแสดงเอกสารอะไร มีใครยืนยันตัวตน เจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูลไว้อย่างไร และเมื่อผลตรวจถูกนำไปยื่น หน่วยงานผู้รับเอกสารได้ตรวจเทียบกับเจ้าของข้อมูลหรือไม่

สำหรับโรงพยาบาล 8 แห่งที่มีความเชื่อมโยงกับการตรวจสอบ ต้องแยกบทบาทให้ชัดว่าเป็นสถานที่เกิด แหล่งออกเอกสาร หรือมีบุคลากรถูกกล่าวหาว่าร่วมกระทำผิด การมีเอกสารจากโรงพยาบาลแห่งใดแห่งหนึ่งยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าทั้งองค์กรเกี่ยวข้องกับขบวนการ

เด็กเกิดลดลงกว่า 3 แสนคนในสิบปี

คดีนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศไทยเผชิญจำนวนการเกิดลดลงอย่างมาก ข้อมูลทะเบียนราษฎรปี 2568 ระบุว่ามีการเกิด 416,574 คน แบ่งเป็นชาย 215,035 คน และหญิง 201,539 คน

เมื่อเทียบกับปี 2558 ซึ่งมีการเกิด 736,352 คน พบว่าลดลง 319,778 คน หรือประมาณร้อยละ 43.4 ภายในสิบปี ส่วนการเปรียบเทียบกับปี 2567 ที่มีการเกิด 462,240 คน พบว่าลดลง 45,666 คน หรือประมาณร้อยละ 9.9

แม้ภาพรวมเป็นแนวโน้มลดลง แต่ไม่ได้ลดลงทุกปี โดยปี 2566 มีการเกิด 517,934 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2565 ที่มี 502,107 คน ก่อนลดลงอีกครั้งในสองปีถัดมา

ขณะเดียวกัน ปี 2568 มีผู้เสียชีวิต 559,684 คน มากกว่าการเกิด 143,110 คน เป็นปีที่ห้าติดต่อกันที่จำนวนตายสูงกว่าจำนวนเกิด ทั้งนี้ ส่วนต่างดังกล่าวยังไม่รวมการเปลี่ยนแปลงจากการย้ายถิ่น

อย่างไรก็ตาม จำนวนการเกิดกับจำนวนผู้ถูกตรวจสอบในคดีพ่อไทยทิพย์เป็นข้อมูลคนละฐาน ผู้ถูกตรวจสอบบางรายเกิดมานานกว่าสองทศวรรษ จึงไม่สามารถนำยอดรวมจากปฏิบัติการไปเทียบกับเด็กเกิดปีเดียว แล้วสรุปเป็นอัตราการสวมสัญชาติของประเทศได้

เช่นเดียวกับกรุงเทพมหานคร ชลบุรี และนครราชสีมา ซึ่งมีจำนวนการเกิดสูง การใช้ตัวเลขดังกล่าวจัดอันดับพื้นที่เสี่ยงทุจริตทะเบียนยังทำไม่ได้ หากไม่มีข้อมูลคดีที่ยืนยันแล้วในช่วงเวลาเดียวกันมาประกอบ


เกิดในไทย ไม่ได้สัญชาติไทยโดยอัตโนมัติทุกกรณี

การได้สัญชาติไทยต้องพิจารณาตามเงื่อนไขของกฎหมาย ทั้งความเป็นบุตรของผู้มีสัญชาติไทยและหลักเกณฑ์กรณีเกิดในประเทศไทย การมีสถานที่เกิดอยู่ในไทยจึงไม่ได้ทำให้ทุกคนได้รับสัญชาติไทยโดยอัตโนมัติ

กรณีอ้างว่ามีบิดาเป็นคนไทย ความสัมพันธ์ระหว่างบิดากับบุตรจึงเป็นข้อเท็จจริงสำคัญที่ต้องพิสูจน์ หากพบว่าข้อมูลหรือเอกสารถูกจัดทำขึ้นโดยมิชอบ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องพิจารณาดำเนินการตามฐานกฎหมายของแต่ละกรณี

การแก้ไขทะเบียน การยกเลิกเอกสาร และการวินิจฉัยสถานะสัญชาติเป็นกระบวนการที่ต้องแยกพิจารณา ไม่ควรสรุปว่าผู้ถูกตรวจสอบทั้งหมดสูญเสียสถานะแล้วทันทีหลังเปิดปฏิบัติการ

สำหรับเด็กที่ผู้ใหญ่เป็นผู้ดำเนินการแจ้งเกิดให้ตั้งแต่ต้น ต้องตรวจสอบด้วยว่ามีส่วนรับรู้หรือเกี่ยวข้องกับการกระทำใดหรือไม่ การพบข้อมูลเท็จในทะเบียนไม่ใช่หลักฐานว่าเด็กเป็นผู้ร่วมกระทำผิด และการจัดการสถานะต้องคำนึงถึงสิทธิและประโยชน์สูงสุดของเด็กควบคู่กัน


ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง