เปิดเบื้องหลังปฏิบัติการลับสหรัฐฯ ขนน้ำมันนอกฮอร์มุซ

ในขณะที่ทั่วโลกจับตาการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน อีกหนึ่งปฏิบัติการที่เกิดขึ้นแบบเงียบๆ กลางทะเลกลับสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของระบบพลังงานโลกมากกว่าการสู้รบในสนามรบเสียอีก
เมื่อรายงานสืบสวนของสำนักข่าวรอยเตอร์ส เปิดเผยเมื่อวานนี้ (16 มิ.ย.) ว่า กองทัพสหรัฐฯ ได้กำกับดูแล “ปฏิบัติการลับถ่ายโอนน้ำมันระหว่างเรือกลางทะเล” (Ship-to-Ship Transfer) หลายสิบครั้ง เพื่อรักษาการไหลเวียนของน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซีย หลังอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซตอบโต้สงครามที่ปะทุขึ้นมาตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์
ข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียมและแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการระบุว่า ตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา มีเรืออย่างน้อย 92 ลำเข้าร่วมภารกิจดังกล่าว โดยมีจุดถ่ายโอนน้ำมันหลัก 2 แห่ง คือบริเวณนอกชายฝั่งเมืองฟูไจราห์ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และใกล้ท่าเรือโซฮาร์ของโอมาน
โดยข้อมูลเมื่อวันที่ 11 มิถุนายนที่ผ่านมา พบว่ามีเรือมากถีง 17 คู่ (คิดรวมเป็น 34 ลำ) กำลังถ่ายโอนน้ำมันพร้อมกันในพื้นที่ทั้งสองแห่ง
สิ่งที่น่าสนใจคือ วิธีการดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่ในภูมิภาคนี้…
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา อิหร่านเคยใช้เทคนิคถ่ายโอนน้ำมันกลางทะเลในลักษณะเดียวกันนี้มาแล้วเพื่อหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ แต่วันนี้ กลับเป็นสหรัฐฯ เสียเองที่ต้องอาศัยกลไกคล้ายกันนี้เพื่อพยายามรักษาเสถียรภาพของตลาดพลังงานโลก
เจาะลึกปฏิบัติการลับลำเลียงน้ำมัน
ปฏิบัติการดังกล่าวมีการใช้โดรนทางอากาศ โดรนทางน้ำ เฮลิคอปเตอร์ และระบบเฝ้าตรวจจับทางทะเลเพื่อคุ้มกันขบวนเรือและนำทางไปยังเรือบรรทุกน้ำมันที่รอรับสินค้าอยู่กลางทะเล ซึ่งหนึ่งในภารกิจที่ถูกจับตาคือ เฮลิคอปเตอร์โจมตี Apache ของสหรัฐฯ ที่ถูกอิหร่านยิงตกเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน
แหล่งข่าว 4 ราย รวมถึงอดีตเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ เปิดเผยว่า Apache ลำดังกล่าวมีส่วนเกี่ยวข้องกับภารกิจคุ้มกันขบวนเรือในพื้นที่
แม้รอยเตอร์สจะไม่สามารถยืนยันบทบาทที่แน่ชัดของแฮลิคอปเตอร์ลำนี้ได้ แต่ภาพถ่ายดาวเทียมในวันเกิดเหตุแสดงให้เห็นเรือบรรทุกน้ำมันอย่างน้อย 6 คู่กำลังปฏิบัติการถ่ายโอนน้ำมันใกล้ท่าเรือโซฮาร์
และนี่อาจจะเป็นความจำเป็นที่ต้องมีปฏิบัติการนี้เกิดขึ้นหลังจากอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติราว 20% ของโลก
การปิดช่องแคบดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการสร้างความปั่นป่วนต่อระบบพลังงานโลกครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ส่งผลให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น และแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ขยายตัวในหลายประเทศ
แม้ช่วงระหว่างสงคราม สหรัฐฯ พยายามจะใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่าน แต่ในอีกด้านหนึ่ง รัฐบาลวอชิงตันเองก็ต้องหาทางรักษาเส้นทางส่งออกน้ำมันของประเทศอ่าวอาหรับให้เดินหน้าต่อไปเช่นกัน ซึ่งนั่นทำให้เกิดสิ่งที่หลายฝ่ายอาจมองว่าเป็น “ความย้อนแย้งทางยุทธศาสตร์”
อย่างไรก็ตาม แม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์จะประกาศว่าช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดใช้งานภายใต้กรอบข้อตกลงสันติภาพฉบับใหม่กับอิหร่าน แต่จนถึงขณะนี้ รายละเอียดยังคงไม่ชัดเจน และยังไม่มีข้อมูลว่าปฏิบัติการถ่ายโอนน้ำมันหลางทะเลจะยุติลงด้วยหรือไม่
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนความจริงข้อหนึ่งว่า…แม้สงครามอาจกำลังเดินหน้าเข้าสู่โต๊ะเจรจา แต่สงครามน้ำมันบทใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว และตราบใดที่ฮอร์มุซยังไม่กลับมาปกติตามสถานะที่เคยเป็นมาก่อนสงครามเริ่ม (status quo) เห็นทีว่าโลกก็ยังคงต้องพึ่งพาปฏิบัติการลับกลางทะเลเหล่านี้ เพื่อรักษาเส้นเลือดสำคัญที่สุดของเศรษฐกิจโลกเอาไว้นั่นเอง
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
