ยกเว้นฟรีวีซ่า 60 วัน ไล่บี้ตรวจสอบนอมินีต่างชาติลงทุนไทย

หลังจากมีการพูดมาระยะหนึ่งเรื่องของฟรีวีซ่า 60 วันล่าสุดการประชุมครม.วันอังคารที่ผ่านมาที่ประชุมได้มีมติให้ยกเลิกสิทธิยกเว้นวีซ่า 60 วัน (ผ.60) ที่เคยให้ถึง 93 ประเทศ/ดินแดนและนำหลักการ "1 ประเทศ 1 สิทธิ" มาใช้เพื่อลดความซ้ำซ้อนของมาตรการวีซ่าเพื่อยกระดับการท่องเที่ยวควบคู่กับการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ แก๊งสแกมเมอร์ และกลุ่มทุนสีเทาที่เข้ามาแย่งอาชีพคนไทย
ทั้งนี้ สาระสำคัญของการจัดระเบียบใหม่ คือการกำหนดรายชื่อประเทศที่ได้รับสิทธิในแต่ละมาตรการอย่างชัดเจน เริ่มจากมาตรการ "ผ.30" ซึ่งอนุญาตให้นักท่องเที่ยวต่างชาติพำนักในไทยได้ไม่เกิน 30 วัน แก่ 54 ประเทศ/ดินแดน ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและมีสถิติปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติค่อนข้างต่ำเช่นสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น ซาอุดีอาระเบีย สิงคโปร์ และประเทศในกลุ่มยุโรป
ขณะเดียวกัน ยังมีมาตรการ "ผ.15" สำหรับ 3 ประเทศ ได้แก่มัลดีฟส์ มอริเชียส และเซเชลส์ ซึ่งสามารถพำนักได้ไม่เกิน 15 วันส่วนมาตรการขอวีซ่าหน้าด่าน หรือ Visa on Arrival (VoA) ถูกปรับลดจากเดิม 31 ประเทศ เหลือเพียง 4 ประเทศ ได้แก่ อินเดีย เบลารุส เซอร์เบีย และอาเซอร์ไบจาน
นอกจากเป็นการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ การเข้ามาแย่งอาชีพคนไทยแล้วการจัดระเบียบวีซ่ารอบใหม่จะทำให้นักท่องเที่ยวบางส่วนที่เสียสิทธิต้องหันมาขอ e-Visa และ VoA มากขึ้น ส่งผลให้เกิดรายได้จากค่าธรรมเนียมเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ โดยคาดว่าจะมีรายได้จาก e-Visa ราว 14,050 ล้านบาท และจาก VoA อีกประมาณ 4,800 ล้านบาทรวมเป็นเม็ดเงินกว่า 18,850 ล้านบาท เข้าสู่ภาครัฐพร้อมช่วยยกระดับการคัดกรองนักท่องเที่ยวและลดปัญหาทุนสีเทาในระยะยาว.
ส่วนกระแส ‘ต่างชาติยึดเกาะสมุย-พะงัน’ ที่กำลังถูกงพูดถึงอย่างหนัก หลังตรวจพบว่ามีธุรกิจท่องเที่ยวและอสังหาฯ บน 2 เกาะดัง เต็มไปด้วยทุนต่างชาติ ล่าสุดกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้เปิดปฏิบัติการบริษัทนิติบุคคลแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังทั้ง เกาะพะงันและเกาะสมุยจ.สุราษฎร์ธานี สกัดกั้นทุนต่างชาติใช้คนไทยเป็น ‘นอมินี’ หลังเกิดกระแส ‘ต่างชาติยึดเกาะพะงัน-เกาะสมุยไปเรียบร้อยแล้ว’
โดยล่าสุด เมื่อพิจารณาจากจำนวนบริษัทที่มีชาวต่างชาติ ลงทุนประกอบกิจการบนเกาะพะงันและเกาะสมุย พบว่า มีจำนวนถึง 11,426 ราย คิดเป็น 67.97% ของบริษัททั้งหมดบน 2 เกาะที่มีจำนวน 16,811 ราย โดยพบว่าชาวต่างชาติที่เข้ามาร่วมลงทุนบน 2 เกาะ เป็นนักลงทุนจากกลุ่มประเทศเดียวกัน ดังนั้น จึงไม่แปลกใจที่จะได้ยินว่า ‘ต่างชาติยึดเกาะพะงัน-เกาะสมุยไปเรียบร้อยแล้ว’ แม้บริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุนดังกล่าวมีทั้งที่ประกอบธุรกิจโดยถูกต้องตามกฎหมายและที่หลีกเลี่ยงโดยใช้คนไทยเป็นนอมินี ทำให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้หยิบยกขึ้นเป็นวาระเร่งด่วนที่ต้องเร่งดำเนินการปราบปรามอย่างเป็นรูปธรรม
ปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งเป็นเพราะที่ผ่านมา ภาครัฐได้คำนึงถึงการอำนวยความสะดวกนักลงทุน ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติมากกว่าการควบคุม อีกทั้ง มองถึงเจตนาดีในการเข้ามาลงทุนของชาวต่างชาติ ซึ่งจะช่วยให้เกิดการจ้างงาน แต่ด้วยความเห็นแก่ได้ของนักลงทุนชาวต่างชาติบางรายที่ใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (นอมินี) รวมทั้งคนไทยบางกลุ่มที่เห็นแก่ผลประโยชน์ยอมร่วมกระทำความผิด ส่งผลให้ทำให้การประกอบธุรกิจเกิดการบิดเบี้ยวและทำลายระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ดังนั้นหลังจากนี้กรมฯ จะเพิิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจ ที่มีชาวต่างชาติลงทุนอย่างรัดกุม เพราะถือเป็นอาชญากรทางเศรษฐกิจที่เข้ามาบ่อนทำลายประเทศ
ทั้งนี้หากไปดูข้อมูลโดยรวมทั้งจ.สุราษฎร์ธานี พบว่ามีบริษัทจำกัดรวม 21,717 ราย มีบริษัทที่ชาวต่างชาติลงทุน 11,649 รายคิดเป็น 53.6% ส่วนสัญชาติที่ร่วมลงทุนหรือถือหุ้นในบริษัทสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ ฝรั่งเศส 2,365 ราย (20%) อังกฤษ 1,446 ราย (12%) รัสเซีย 1,205 ราย (10%) อิสราเอล 1,147 ราย (10%) เยอรมัน 608 ราย (5%) จีน 569 ราย (5%) อเมริกัน 444 ราย (4%) ออสเตรเลียน 335 ราย (3%) อิตาเลียน 258 ราย (2%) และเบลเยียม 222 ราย (2%)
กรณีของเกาะพะงัน กรมฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันตรวจสอบธุรกิจบนเกาะพะงันไปบ้างแล้ว พบธุรกิจที่มีลักษณะต้องสงสัยใช้คนไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ (นอมินี) ใน 2 กลุ่มธุรกิจคือสำนักงานบัญชี และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ส่วนที่เกาะสมุย กรมฯ ได้นำส่งข้อมูลให้กรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อตรวจสอบเชิงลึกและดำเนินการเอาผิดต่อไป
นอกจากนี้ ยังได้นำส่งข้อมูลบริษัทขนาดใหญ่เข้าข่าย กลุ่มเสี่ยงนอมินีในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 34 ราย ให้สำนักงาน ปปง. ตรวจสอบเส้นทางการเงินเพราะแต่ละรายมีสินทรัพย์รวมเกินกว่า 100 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม กรมฯ กำลังดำเนินการสแกนนิติบุคคลกลุ่มจังหวัดท่องเที่ยวอื่นๆ เช่น ชลบุรี เชียงใหม่ ประจวบคีรีขันธ์ ภูเก็ต กระบี่ พังงา ฯลฯ เพื่อนำมาวิเคราะห์ความเสี่ยงและโอกาสที่จะเข้าข่ายการประกอบธุรกิจในลักษณะนอมินี โดยเฉพาะธุรกิจที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุนทั้งกรณีที่ต่างชาติถือหุ้นตั้งแต่ 50% ขึ้นไป และกรณีที่ ต่างชาติถือหุ้น 0.01 – 49.99% ซึ่งนอกจากสุราษฏฺแล้วพบว่าจังหวัดภูเก็ตมีบริษัทจำกัดจำนวน 29,646 ราย มีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้น 11,626 ราย จังหวัดพังงามีบริษัทจำกัด 1,685 ราย มีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้น 346 ราย
ส่วนจังหวัดกระบี่มีบริษัทจำกัด 3,587 ราย มีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้น 749 ราย อำเภอบางละมุง หรือพัทยา ชลบุรี มีบริษัทจำกัด 33,314 ราย มีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้น 19,910 ราย อำเภอหัวหิน ประจวบฯ มีบริษัทจำกัด 4,061 ราย มีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้น 2,081 ราย และอำเภอปาย แม่ฮ่องสอนมีบริษัทจำกัด 139 ราย มีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้น 50 ราย
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
