รีเซต

เวทีเลือกตั้ง 2569 ชี้ทุนเทา–บัญชีม้า จุดอ่อนรัฐ ดันสแกมเมอร์โต

เวทีเลือกตั้ง 2569 ชี้ทุนเทา–บัญชีม้า จุดอ่อนรัฐ ดันสแกมเมอร์โต
TNN ช่อง16
29 มกราคม 2569 ( 15:27 )

ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ โดยเฉพาะขบวนการสแกมเมอร์ บัญชีม้า และทุนสีเทา ถูกยกระดับเป็นประเด็นความมั่นคงของประเทศในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง 2569 หลังนักวิชาการชี้ชัดว่าความอ่อนแอในการบังคับใช้กฎหมาย ทำให้ขบวนการเหล่านี้พัฒนาเป็น “อุตสาหกรรม” ที่สร้างความเสียหายวงกว้างต่อเศรษฐกิจและสังคม

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 29 มกราคม 2569 ที่โรงแรมแมนดาริน สามย่าน กรุงเทพฯ ขบวนการสร้างเสริมสุขภาพประชาชน ร่วมกับ มูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน และภาคีเครือข่าย จัดเวทีเสวนาเลือกตั้ง 2569 ภายใต้หัวข้อ “นโยบายปราบสแกมเมอร์ พูดแล้วทำอย่างไร? แค่ไม่เอาเทาคงไม่พอ!” เพื่อระดมมุมมองเชิงนโยบาย เสนอให้รัฐบาลใหม่ยกเป็นวาระเร่งด่วน โดยเน้นการบูรณาการข้อมูล การตัดวงจรทางการเงิน และการเยียวยาผู้เสียหายอย่างเป็นระบบ

รศ.ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า ประเทศไทยเผชิญปัญหาทุนเทามาอย่างยาวนาน สะท้อนการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เข้มแข็ง จนกลายเป็นแหล่งฟอกเงินผ่านอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจบังหน้า และตลาดคริปโทเคอร์เรนซี โดยเงินถูกโอนหลายทอดออกนอกประเทศก่อนย้อนกลับเข้ามาใหม่อย่างรวดเร็ว อีกทั้งขบวนการเหล่านี้ทำงานเป็นเครือข่าย แบ่งบทบาทชัดเจน และพัฒนาเทคนิคหลบเลี่ยงการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลระดับโลกชี้ว่า ประชากรผู้ใหญ่กว่า 70% เคยเผชิญการหลอกลวงออนไลน์ ขณะที่ประเทศไทยในปี 2566 พบว่ากว่า 73% มีประสบการณ์ถูกหลอก และเกือบครึ่งหนึ่งตกเป็นเหยื่อ โดยกลุ่มอายุ 45 ปีขึ้นไปมีความเสี่ยงสูงสุด อย่างไรก็ตาม การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารช่วยลดโอกาสการตกเป็นเหยื่อได้อย่างมีนัยสำคัญ นักวิชาการจึงเสนอให้รัฐใช้มาตรการเชิงรุก เปิดระบบโอเพนดาต้า เชื่อมโยงข้อมูลแบบเรียลไทม์ระหว่างหน่วยงาน แพลตฟอร์มดิจิทัล และโทรคมนาคม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสืบสวน พร้อมจัดตั้งกองทุนเยียวยา โดยนำเงินจากทรัพย์สินที่ยึดได้ของ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และเงินประกันความเสี่ยงจากสถาบันการเงินมาช่วยเหลือผู้เสียหายเบื้องต้น


ด้าน รศ.ดร.ทศพล ทรรศนพรรณ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ชี้ว่า กระบวนการรับแจ้งเหตุและอายัดทรัพย์ของไทยยังล่าช้า ทำงานแยกส่วน เปิดช่องให้อาชญากรโอนเงินผ่านบัญชีม้าหลายทอดและแปลงเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลได้ทันเวลา ส่งผลให้เหยื่อต้องแบกรับภาระทางคดีเอง โดยพื้นที่เสี่ยงฟอกเงินสูงสุด ได้แก่ ภาคตะวันออก กรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงเชียงใหม่ ซึ่งมีเครือข่ายทุนต่างชาติแฝงตัวในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
ข้อเสนอสำคัญคือการตั้ง “กองทุนเยียวยาไตรภาคี” บริหารโดยองค์กรอิสระที่รวมสถาบันการเงิน ผู้ให้บริการโทรคมนาคม และแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อชดใช้ค่าเสียหายแก่เหยื่ออย่างรวดเร็ว ก่อนติดตามเรียกคืนจากอาชญากรในภายหลัง

ขณะที่ อนรรฆ พิทักษ์ธานิน จาก สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยผลศึกษาว่า ความเสียหายจากอาชญากรรมออนไลน์ในปี 2567 สูงกว่า 37,000 ล้านบาท และมีบัญชีม้าสะสมกว่า 2.3 ล้านบัญชี โดยรูปแบบพัฒนาซับซ้อน ตั้งแต่ม้าสายสั้น ม้านิติบุคคล ไปจนถึง “คอกม้า” ที่กักขังบุคคลเพื่อสแกนหน้ายืนยันตัวตน กลุ่มที่น่ากังวลที่สุดคือ “ม้าบริสุทธิ์” ซึ่งเป็นผู้เสียหายที่ถูกหลอกให้เปิดบัญชีและกลายเป็นผู้ต้องหาโดยไม่รู้ตัว
แนวทางตัดวงจรบัญชีม้าประกอบด้วย มาตรการปราบปรามเชิงรุก การกำหนดความรับผิดชอบร่วมกันของสถาบันการเงินและแพลตฟอร์ม การแลกเปลี่ยนข้อมูลข้ามธนาคารแบบเรียลไทม์ และการเปิดช่องทางคืนสิทธิให้เหยื่อที่พิสูจน์ความบริสุทธิ์ได้

เสียงสะท้อนจากผู้เสียหายอย่าง “คุณเอ” นามสมมุติ ระบุว่า สูญเงินเกือบ 8 แสนบาทจากกลโกงออนไลน์ และยังไม่เห็นความคืบหน้าคดีหรือการเยียวยาจากรัฐและธนาคาร ทำให้หลายคนรู้สึกสิ้นหวัง พร้อมฝากเตือนประชาชนให้ระวังคำชักชวนที่ดูเป็นมิตร แต่แฝงด้วยการหลอกลวง

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง