SINOชี้ค่าระวางขาขึ้น เพิ่มอัตราการทำกำไร

#SINO #ทันหุ้น – SINO เผยค่าระวางเรือเส้นทางหลักเป็นขาขึ้นไตรมาส 2- 3 หนุนความสามารถทำกำไร แถมผลจากสหรัฐ-อิหร่าน ดีลสงบศึกปูทางเปิดช่องแคบฮอร์มุซ สร้างบรรยากาศเชิงบวกต่อการค้าโลก ส่วนน้ำมันลงเป็นผลดีต่อต้นทุน พร้อมเดินหน้ามุ่งสร้าง Synergy ระหว่างธุรกิจภายในกลุ่มเพื่อเติบโตระยะยาว
นายนันท์มนัส วิทยศักดิ์พันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไซโน โลจิสติกส์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SINO เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า สถานการณ์ค่าระวางเรือและอุปสงค์การขนส่งสินค้านับแต่ต้นปีมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยเฉพาะในเส้นทางหลักที่เป็นตลาดสำคัญของโลก ได้แก่ ตลาดยุโรปและตลาดสหรัฐอเมริกา
@ค่าระวางขึ้นดันกำไร
ทั้งนี้การที่ค่าระวางเรือปรับตัวสูงขึ้นถือเป็นประโยชน์ในแง่การเพิ่มอัตรากำไร ซึ่งผู้ให้บริการสามารถกำหนดราคาที่สร้างผลตอบแทนได้ดียิ่งขึ้นซึ่งโดยปกติช่วงครึ่งปีหลังยังเป็นไฮซีซันของเส้นทางสหรัฐอเมริกา จึงคาดว่าค่าระวางเรือจะยังทรงตัวระดับสูงต่อเนื่องทั้งในไตรมาส 2 และไตรมาส 3 คล้องช่วงไฮซีซันของธุรกิจ
"ค่าระวางเรืออย่างเช่นเส้นทางอเมริกานับแต่ต้นปีเพิ่มขึ้นมาประมาณ 1,000 - 2,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อตู้ และยังน่าจะมากกว่านั้นอีก และเราก็ยังมั่นใจผลการดำเนินงานไตรมาส 2 นี้จะยังดีตามที่คาดเคยหวังไว้"
อนึ่งข้อมูลอ้างอิง World Container Index จัดทำโดยบริษัทที่ปรึกษาด้านการเดินเรืออิสระระดับโลก รายงานตัวเลขราคาเส้นทางสหรัฐ ฝั่งตะวันตกรายสัปดาห์ประจำวันที่ 8 มกราคม ปีนี้ที่ 3,957 ดอลลาร์สหรัฐต่อตู้คอนเทนเนอร์ ขนาดใหญ่ 40 ฟุต ส่วนตัวเลขการรายงานอย่างเป็นทางการรายสัปดาห์ประจำ วันที่ 11 มิถุนายน ที่ผ่านมาอยู่ที่ 5,870 ดอลลาร์สหรัฐต่อตู้คอนเทนเนอร์ ขนาดใหญ่ 40 ฟุต
@รับผลดีทางอ้อม
ส่วนประเด็นโอกาสที่ราคาน้ำมันอาจปรับตัวลงหลังจากนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ และนายมาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน เพิ่งร่วมลงนามดิจิทัลในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ยุติสงคราม ณ พระราชวังแวร์ซาย พร้อมกับมีข้อตกลงให้อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยไม่มีค่าผ่านทางเป็นเวลาอย่างน้อย 60 วันนั้น
โดยเบื้องต้นจะมองเป็นภาพบวกกับเศรษฐกิจและการค้าโลก และบริษัทจะได้ประโยชน์เชิงทางอ้อมด้านต้นทุน ทว่าในทางปฏิบัติมีแนวทางเก็บค่าบริการจากลูกค้าได้ในอัตราขยับตามราคาพลังงานดังนั้นราคาน้ำมันที่มีต่อธุรกิจไม่มากเมื่อเทียบกับปัจจัยด้านการบริหารอัตรากำไรจากการดำเนินงาน
ขณะที่เส้นทางเดินเรือบริเวณที่เกิดความขัดแย้ง ปัจจุบันมีสัดส่วนการเดินเรือที่ผ่านบริเวณนั้นเพียงประมาณ 7 - 10% ของระบบโลจิสติกส์โลก ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับภาพรวมการขนส่งทั่วโลกทั้งหมด ดังนั้นแม้ว่าสถานการณ์คลี่คลายและช่องแคบกลับมาเปิดใช้งานได้จริง อาจช่วยเพียงเชิงบรรยากาศ แต่ไม่น่าจะเป็นประเด็นปัจจัยบวกหลักที่มีนัยใหญ่
@มุ่งสร้าง Synergy
ทั้งนี้ปัจจุบันรายได้หลักบริษัทมาจากธุรกิจขนส่งทางเรือสัดส่วนราว 87% ลดลงจากปีก่อนที่อยู่ราว 93% สอดคล้องกับแผนของบริษัทที่ต้องการลดการพึ่งพาธุรกิจขนส่งทางเรือ แต่มุ่งเน้นการเพิ่มสัดส่วนรายได้จากธุรกิจที่มีความต่อเนื่องและสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น ธุรกิจคลังสินค้า ธุรกิจ Logistics Support และบริการโลจิสติกส์แบบครบวงจร ควบคู่กับการพัฒนาเทคโนโลยีและระบบ Freight Cloud เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและรองรับการเติบโตของธุรกิจในอนาคต
นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นการสร้าง Synergy ระหว่างธุรกิจภายในกลุ่ม ทั้งในส่วนของ Sea Freight, Air Freight และ Multimodal Transport เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันและขยายฐานลูกค้าในระยะยาว
นายนันท์มนัส วิทยศักดิ์พันธ์ ยังเปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า เป้าหมายรายได้ปี 2569 อยู่ที่ราว 2,800 ล้านบาท ใกล้เคียงปีก่อนโดยไตรมาส 1/2569 ทำได้แล้ว 600 ล้านบาท ส่วนปริมาณขนส่งตู้คอนเทนเนอร์คาดทั้งปีนี้จะใกล้ 50,000 ตู้ หรือเฉลี่ยต่อไตรมาส ประมาณ 12,000 ตู้
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
