รีเซต

S&P คงเครดิตไทย BBB+ หนุนความเชื่อมั่นเศรษฐกิจ ชูแบงก์-ก่อสร้าง-ค้าปลีก หุ้นเด่นน่าสะสม

S&P คงเครดิตไทย BBB+ หนุนความเชื่อมั่นเศรษฐกิจ  ชูแบงก์-ก่อสร้าง-ค้าปลีก หุ้นเด่นน่าสะสม
TNN ช่อง16
19 มิถุนายน 2569 ( 14:26 )

ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ทิศทางดอกเบี้ยของประเทศเศรษฐกิจหลัก และความผันผวนของการค้าโลก ล่าสุดสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกอย่าง S&P Global Ratings ได้ประกาศคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยไว้ที่ระดับ BBB+ พร้อมคงมุมมองความน่าเชื่อถือในระดับ Stable Outlook หรือมีเสถียรภาพ

 

การประเมินดังกล่าวสอดคล้องกับมุมมองของ Moody's Ratings ที่ยังคงอันดับความน่าเชื่อถือของไทยไว้ที่ระดับ Baa1 พร้อมมุมมองมีเสถียรภาพเช่นกัน สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยยังคงได้รับความเชื่อมั่นจากนักลงทุนและสถาบันการเงินระหว่างประเทศ แม้เศรษฐกิจจะยังอยู่ในช่วงฟื้นตัวจากปัจจัยกดดันหลายด้าน

 

การคงอันดับเครดิตครั้งนี้มีนัยสำคัญต่อทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และตลาดทุนไทย เนื่องจากเป็นตัวชี้วัดความน่าเชื่อถือทางการเงินของประเทศ และส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการกู้ยืม รวมถึงการตัดสินใจลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ


-เศรษฐกิจไทยยังโตต่ำ แต่มีแนวโน้มฟื้นตัว

 

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ S&P ให้ความเห็นคือ แนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยยังอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาค โดยคาดว่า GDP ไทยในปี 2569 จะขยายตัวได้ราว 2.0%

 

อย่างไรก็ตาม สถาบันจัดอันดับมองว่าการเติบโตดังกล่าวเป็นเพียงช่วงเปลี่ยนผ่านก่อนที่เศรษฐกิจจะทยอยฟื้นตัวชัดเจนมากขึ้นในระยะต่อไป โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญจะมาจากการลงทุนภาครัฐ การฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว การบริโภคภายในประเทศ และการปรับตัวดีขึ้นของภาคการส่งออกหากเศรษฐกิจโลกกลับมาแข็งแกร่งขึ้น

 

แม้อัตราการเติบโตยังไม่โดดเด่น แต่การที่เศรษฐกิจไทยยังสามารถขยายตัวได้ต่อเนื่อง ถือเป็นปัจจัยที่ช่วยรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะยาว

-ต่างประเทศยังเป็นเกราะป้องกันเศรษฐกิจไทย

 

อีกหนึ่งจุดแข็งสำคัญที่ S&P ยังคงให้ความเชื่อมั่น คือ สถานะทางการเงินระหว่างประเทศของไทยที่ยังแข็งแกร่ง โดยประเทศไทยยังคงมีฐานะดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับที่ดีเมื่อเทียบกับหลายประเทศในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ ขณะที่ทุนสำรองระหว่างประเทศยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยรองรับความผันผวนจากภายนอกประเทศ

 

ความแข็งแกร่งดังกล่าวช่วยลดความเสี่ยงจากการไหลออกของเงินทุนในช่วงที่ตลาดการเงินโลกเผชิญความผันผวน และช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อความสามารถของไทยในการชำระหนี้ต่างประเทศ รวมถึงรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาทในระยะยาว


ด้วยเหตุนี้ ไทยจึงยังถูกมองว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีฐานะการเงินภายนอกประเทศแข็งแรงที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

-ความต่อเนื่องของนโยบายรัฐ เป็นปัจจัยสำคัญต่อการฟื้นตัว

 

S&P ยังให้ความสำคัญกับความต่อเนื่องของนโยบายภาครัฐ โดยมองว่าการจัดตั้งรัฐบาลใหม่และการเดินหน้าบริหารประเทศอย่างต่อเนื่อง จะเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้การเบิกจ่ายงบประมาณ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ สามารถดำเนินการได้ตามแผน

 

นอกจากนี้ การมีเสถียรภาพทางการเมืองและความต่อเนื่องด้านนโยบาย ยังเป็นปัจจัยที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสำคัญ เนื่องจากช่วยลดความไม่แน่นอนในการดำเนินธุรกิจและการลงทุนระยะยาว

 

-โจทย์ใหญ่ยังอยู่ที่การขาดดุลการคลัง

 

แม้จะคงอันดับเครดิตไว้ได้ แต่ S&P ยังสะท้อนความกังวลต่อฐานะการคลังของไทย โดยคาดว่าประเทศไทยจะยังคงเผชิญกับการขาดดุลการคลังในระดับประมาณ 3.2% ของ GDP การขาดดุลดังกล่าวเป็นผลมาจากการใช้นโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และมาตรการช่วยเหลือประชาชนในช่วงที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่

 

แม้ระดับดังกล่าวยังไม่ถือว่าน่ากังวลเมื่อเทียบกับหลายประเทศ แต่ก็เป็นประเด็นที่ภาครัฐต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากหากหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในระยะยาว อาจส่งผลต่อความสามารถในการรักษาอันดับเครดิตในอนาคตได้

 

ดังนั้น ความสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจและการรักษาวินัยการคลังจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อเสถียรภาพทางการเงินของประเทศในระยะข้างหน้า

 

-เครดิตประเทศแข็งแรง หนุนต้นทุนการเงินและ Fund Flow

 

การที่ไทยยังสามารถรักษาอันดับความน่าเชื่อถือระดับ BBB+ ไว้ได้ มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจในหลายมิติ นั้นจะช่วยรักษาต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐไม่ให้ปรับตัวสูงขึ้นมากนัก เนื่องจากนักลงทุนยังคงมองว่าพันธบัตรรัฐบาลไทยมีความน่าเชื่อถือในระดับที่ดี


ขณะที่ภาคเอกชนไทยจะได้รับประโยชน์จากต้นทุนทางการเงินที่มีเสถียรภาพมากขึ้น โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ที่มีการออกหุ้นกู้หรือระดมทุนในตลาดต่างประเทศ 


รวมถึงการคงอันดับเครดิตยังเป็นปัจจัยเชิงบวกต่อตลาดทุนไทย เนื่องจากช่วยรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ และสนับสนุนการไหลเข้าของเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ หรือ Fund Flow ในระยะยาว

 

ในมุมของนักลงทุนต่างชาติ ประเทศไทยยังถูกมองว่าเป็นหนึ่งในตลาดที่มีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเงินเมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาค แม้จะมีความท้าทายด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่บ้างก็ตาม


-หุ้นเด่นรับอานิสงส์เครดิตไทยแข็งแกร่ง-เศรษฐกิจทยอยฟื้นตัว

 

การที่ S&P Global Ratings คงอันดับความน่าเชื่อถือของไทยไว้ที่ระดับ BBB+ พร้อมมุมมองมีเสถียรภาพ ถือเป็นปัจจัยบวกต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดทุนไทย 


ในเชิงกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่า นักลงทุนสามารถให้น้ำหนักกับหุ้นที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการเดินหน้านโยบายภาครัฐ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศ ได้แก่ 

 

-กลุ่มธนาคารพาณิชย์ รับเศรษฐกิจฟื้น-สินเชื่อขยายตัว

 

กลุ่มธนาคารยังคงเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการลงทุนภาครัฐและการใช้จ่ายภาคเอกชนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการเติบโตของสินเชื่อและคุณภาพสินทรัพย์ในระยะต่อไป

 

หุ้นเด่นในกลุ่ม ได้แก่ KBANK, BBL, KTB และ TTB ซึ่งมีฐานะการเงินแข็งแกร่ง และมีโอกาสได้รับประโยชน์จากการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศ  

 

-กลุ่มก่อสร้าง-โครงสร้างพื้นฐาน รับแรงหนุนจากงบลงทุนภาครัฐ

 

ความต่อเนื่องของนโยบายรัฐบาลและการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณลงทุน ถือเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญต่อหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างและโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะโครงการด้านคมนาคม ระบบขนส่ง และสาธารณูปโภคขนาดใหญ่

 

หุ้นที่น่าสนใจ ได้แก่ CK และ STECON ซึ่งมีศักยภาพในการรับงานภาครัฐเพิ่มเติม หากโครงการลงทุนขนาดใหญ่เดินหน้าได้ตามแผน

 

กลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค กระแสเงินสดมั่นคง

 

หุ้นกลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภคยังคงเป็นทางเลือกสำหรับนักลงทุนที่ต้องการความมั่นคงของรายได้และกระแสเงินสด โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจอยู่ระหว่างการฟื้นตัว

 

บริษัทที่น่าจับตา ได้แก่ GPSC, GULF, CKP และ WHAUP ซึ่งมีรายได้จากธุรกิจโรงไฟฟ้าและสาธารณูปโภคที่ค่อนข้างสม่ำเสมอ อีกทั้งยังมีโอกาสเติบโตจากการลงทุนโครงการใหม่ในอนาคต 

 

กลุ่มค้าปลีกและสินค้าอุปโภคบริโภค รับกำลังซื้อในประเทศฟื้น

 

หากเศรษฐกิจไทยทยอยฟื้นตัวตามที่สถาบันจัดอันดับเครดิตคาดการณ์ไว้ กำลังซื้อภายในประเทศจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันผลประกอบการของกลุ่มค้าปลีกและสินค้าอุปโภคบริโภค

 

หุ้นเด่นที่ได้รับความสนใจ ได้แก่ CPALL และ BJC ซึ่งเป็นผู้นำธุรกิจค้าปลีก ขณะที่ OSP, ICHI และ SAPPE มีจุดเด่นจากการเติบโตของตลาดเครื่องดื่มและสินค้าอุปโภคบริโภคทั้งในและต่างประเทศ

 

แม้เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความท้าทายจากการเติบโตที่ไม่สูงมากนักและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก แต่การที่ไทยยังสามารถรักษาอันดับความน่าเชื่อถือระดับ BBB+ ไว้ได้ ถือเป็นสัญญาณบวกต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะยาว โดยหุ้นที่เชื่อมโยงกับการลงทุนภาครัฐ การบริโภคภายในประเทศ และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ มีแนวโน้มเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดในช่วงถัดไป

 

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง