อินเดียได้ข้อตกลงทางการค้าที่ดีเยี่ยมกับสหรัฐฯ แต่ต้องเอาอะไรไปแลกบ้าง?

◾️◾️◾️
🔴 ความเสี่ยงเสียตลาดสหรัฐฯ ทั้งด้านบวกและด้านลบ
นี่คือช่วงเวลาประชาสัมพันธ์ที่งดงามสำหรับนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ซึ่งสามารถนำเสนอข้อตกลงนี้ เป็นบทพิสูจน์ว่า “การรอคอยย่อมนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ดี” แต่ก่อนที่อินเดียจะเริ่มเฉลิมฉลอง ข้อตกลงที่ทรัมป์ประกาศผ่านโซเชียลมีเดีย และโมดียืนยันตามนั้น ยังต้องผ่านการลงนามอย่างเป็นทางการ รวมถึงต้องมีความชัดเจนว่า ผู้นำทั้งสองคนตกลงอะไรกันแน่ ทั้งในเอกสารข้อตกลงและในการสนทนาทางโทรศัพท์ที่ช่วยผลักดันดีลนึ้ให้ถึงเส้นชัย
สำหรับอินเดีย ภัยคุกคามจากการอาจสูญเสียการเข้าถึงตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุด กลับไม่ใช่เรื่องเลวร้ายทั้งหมด
ท่าทีชาตินิยมทางเศรษฐกิจที่ฝังรากลึกในหมู่รัฐมนตรีและข้าราชการอินเดีย ได้รับแรงกระตุ้นให้ต้องทบทวนตัวเอง แรงกดดันจากภาคอุตสาหกรรมในประเทศให้หาทางเลือกนอกเหนือจากผู้บริโภคชาวอเมริกัน ส่งผลให้อินเดียเร่งทำข้อตกลงการค้าแยกต่างหากกับสหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรป โดยเฉพาะข้อตกลงกับอียูที่เจรจากันมานานถึงสองทศวรรษ นอกจากนี้ มาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีบางส่วน โดยเฉพาะที่อ้างเหตุผลด้านการควบคุมคุณภาพ ก็เริ่มถูกยกเลิก
โมดียังเริ่มซ่อมแซมความสัมพันธ์กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ซึ่งตึงเครียดมาตั้งแต่เหตุปะทะตามแนวชายแดนในปี 2020 และรุนแรงขึ้นจากการที่จีนสนับสนุนปากีสถานทางทหารระหว่างความขัดแย้งกับอินเดียเมื่อปีที่แล้ว
ตลอดสามทศวรรษที่ผ่านมา อินเดียปลูกฝังให้สหรัฐฯ เป็นตลาดหลักอันดับแรก ไม่เพียงสำหรับอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้นอย่างสิ่งทอ กุ้ง และเครื่องประดับเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบริการซอฟต์แวร์และแรงงานทักษะสูงด้วย การที่รัฐบาลทรัมป์เปิดเกมกดดันทั้งด้านการค้าและวีซ่าทำงานสำหรับผู้เชี่ยวชาญไอทีชาวอินเดีย ได้สั่นคลอนความสัมพันธ์โดยรวมอย่างรุนแรง
นี่ไม่ใช่แค่ภัยคุกคามเชิงนามธรรม งบประมาณประจำปีงบประมาณถัดไปของอินเดีย ซึ่งประกาศเมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ ทำให้ตลาดการเงินกังวลถึงภาระทางการคลังในการปกป้องเศรษฐกิจจากแรงกดดันของสหรัฐฯ
◾️◾️◾️
🔴 คำถามที่ยังไร้คำตอบ
บรรยากาศหม่นหมองดังกล่าวน่าจะคลี่คลายลง และความเสี่ยงที่อินเดียจะถูกผลักออกจากวงอิทธิพลของสหรัฐฯ ก็น่าจะลดลง หากอุปสรรคทั้งหมดที่ฉุดรั้งข้อตกลงถูกแก้ไขแล้ว แต่คำถามคือ แก้จริงหรือไม่
ทรัมป์ระบุว่า โมดีตกลงที่จะ “ยุติการซื้อน้ำมันจากรัสเซีย” และหันมาซื้อจากสหรัฐฯ มากขึ้น แต่ถ้อยแถลงของโมดีกลับไม่กล่าวถึงน้ำมันรัสเซียเลย เขาตกลงจะยุติทันที หรือเป็นการลดลงแบบค่อยเป็นค่อยไป
“อีเทน” (Ethane) ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากก๊าซธรรมชาติ ถือเป็นวัตถุดิบที่น่าสนใจสำหรับธุรกิจปิโตรเคมีของ “มูเกช อัมบานี” มหาเศรษฐีชาวอินเดีย ขณะเดียวกัน โรงกลั่นของเขายังสามารถแปรรูปน้ำมันดิบหนักจากเวเนซุเอลาได้ แต่สำหรับการจัดหาน้ำมันเบนซินและดีเซลให้ประชากร 1,400 ล้านคน คำถามคือ โรงกลั่นของรัฐอินเดียจะได้รับอนุญาตให้หันไปใช้น้ำมันจากอิหร่านหรือไม่ ในเมื่อทรัมป์ขู่ว่าจะเก็บภาษี 25% กับประเทศที่ทำธุรกิจกับอิหร่าน
รายละเอียดที่แท้จริงของข้อตกลงทรัมป์-โมดี อาจส่งผลหลายด้าน ทั้งต่อความมั่นคงด้านพลังงานของอินเดีย ไปจนถึงตลาดน้ำมันและก๊าซโลกโดยรวม
ทรัมป์ยังกล่าวอีกว่า อินเดียจะ “เดินหน้าลดภาษีและอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษีต่อสหรัฐฯ ลงเหลือศูนย์” พร้อมทั้งจะซื้อพลังงาน เทคโนโลยี สินค้าเกษตร ถ่านหิน และสินค้าอื่น ๆ จากสหรัฐฯ รวมมูลค่ากว่า 500,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมากถึง 15.8 ล้านล้านบาท
คำถามสำคัญ คือ ระบบอาวุธจะรวมอยู่ในข้อตกลงเพื่อลดการพึ่งพารัสเซียหรือไม่ การเข้าถึงชิปปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูงจะเปิดเสรีหรือไม่ แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสหรัฐฯ อย่าง Amazon จะได้รับอนุญาตให้ถือครองสินค้าเองหรือไม่ รายละเอียดเหล่านี้ล้วนมีความหมายทั้งหมด
ส่วนในภาคเกษตร จะมีการผ่อนคลายการห้ามพืชดัดแปลงพันธุกรรมหรือไม่ ทั้งที่ยังไม่อนุญาตให้ปลูกในประเทศ อินเดียผสมเอทานอลกับน้ำมันเบนซินปีละราว 10,000 ล้านลิตร ซึ่งเพียงพอจะดูดซับข้าวโพดจากแถบมิดเวสต์ของสหรัฐฯ ได้จำนวนมาก แต่การนำน้ำมันเชื้อเพลิงจากข้าวโพดสหรัฐฯ มาให้ชาวอินเดียใช้ก็ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายดายนัก
สำหรับกลุ่มชนชั้นกลางในเมืองซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของโมดี เสน่ห์ของตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังคงไม่เสื่อมคลาย ชนชั้นกลางอินเดียจำนวนมาก ยังมีความฝันไปทำงานในสหรัฐฯ แม้จะมีการกวาดล้างผู้อพยพของหน่วยงาน ICE ก็ตาม และเมื่อชาวอินเดียครองสัดส่วนถึง 70% ของวีซ่าทำงาน H-1B หากทรัมป์ยอมผ่อนปรนค่าธรรมเนียม 100,000 ดอลลาร์ หรือราว 3.1 ล้านบาทต่อลูกจ้างรายใหม่ได้จริง และหากโมดีสามารถต่อรองมาได้สำเร็จ นั่นย่อมเป็นแต้มบวกทางการเมืองในประเทศให้โมดีได้อย่างแน่นอน
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
