รีเซต

นับถอยหลังสู่ “Day Zero” ภาวะแล้งจนน้ำหมดก็อก อาจเกิดขึ้นเร็วสุดในปี 2030

นับถอยหลังสู่ “Day Zero” ภาวะแล้งจนน้ำหมดก็อก อาจเกิดขึ้นเร็วสุดในปี 2030
TNN ช่อง16
20 เมษายน 2569 ( 11:30 )
2

คำว่า “Day Zero” ในบริบทของภัยแล้ง หมายถึง วันที่น้ำประปาหมดจนไม่สามารถจ่ายให้ประชาชนได้ตามปกติ หรือพอเปิดก๊อกแล้ว “ไม่มีน้ำไหลออกมา” โดยทั่วไป รัฐบาลหรือหน่วยงานท้องถิ่นจะประกาศ “Day Zero” เมื่อปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำหรือแหล่งน้ำสำรองลดต่ำถึงระดับวิกฤต จนต้องปิดระบบจ่ายน้ำ และให้ประชาชนไปรับน้ำจากจุดแจกจ่ายแทน

เดิมทีคำนี้ถูกใช้เป็นที่รู้จักครั้งแรกในกรณี เมืองเคปทาวน์ แอฟริกาใต้ ปี 2018 ที่เกือบเข้าสู่ “Day Zero” หลังประสบภัยแล้งต่อเนื่องหลายปี และต้องออกมาตรการเข้มงวดประหยัดน้ำ เช่น จำกัดการใช้น้ำต่อคนต่อวัน

และงานวิจัยใหม่ที่เผยแพร่ในวารสาร Nature Communications ชี้ว่า หลายภูมิภาคทั่วโลกกำลังเผชิญความเสี่ยงสูงต่อการเกิด “Day-Zero Droughts” หรือภาวะขาดแคลนน้ำขั้นรุนแรงแบบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยบางพื้นที่อาจประสบปัญหานี้ได้ตั้งแต่ทศวรรษ 2020–2030


ภาวะดังกล่าวเกิดจากหลายปัจจัยผสมผสาน ทั้งฝนที่ตกน้อยต่อเนื่อง ระดับน้ำในแม่น้ำและอ่างเก็บน้ำที่ลดต่ำลง ประกอบกับความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้นจากประชากร เกษตรกรรม และอุตสาหกรรม ขณะที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้นจากการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิลกำลังทำให้วัฏจักรน้ำทั่วโลกเสียสมดุล

การประเมินด้วยแบบจำลองสภาพภูมิอากาศจำนวนมากพบว่า เกือบ 3 ใน 4ของพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งจะมีโอกาสประสบปัญหาขาดแคลนน้ำรุนแรงและต่อเนื่องภายในสิ้นศตวรรษ หากยังคงปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับปัจจุบัน โดยมากกว่า 1 ใน 3 ของพื้นที่เหล่านี้ รวมถึงภูมิภาคตะวันตกของสหรัฐฯ มีความเสี่ยงเผชิญวิกฤตได้เร็วกว่าที่คาด

ในอดีต หลายเมืองทั่วโลกเคยเกือบเข้าสู่ภาวะ “Day Zero” แล้ว เช่น เมืองเคปทาวน์ในแอฟริกาใต้ช่วงปี 2017–2018 ที่ต้องพึ่งมาตรการประหยัดน้ำอย่างเข้มงวด รวมถึงเมืองเจนไนในอินเดียที่เกือบหมดน้ำใช้ในปี 2019 ขณะที่ปัจจุบันมหานครใหญ่อย่างเตหะราน เม็กซิโกซิตี้ และลอสแอนเจลิส ต่างพยายามรับมือเพื่อเลี่ยงชะตากรรมเดียวกัน

รายงานเตือนว่าเมืองใหญ่เป็นกลุ่มเสี่ยงสำคัญ เพราะการเติบโตของประชากรจะเร่งความต้องการน้ำในขณะที่ทรัพยากรมีจำกัด อีกทั้งชุมชนรายได้น้อยมีแนวโน้มได้รับผลกระทบหนักที่สุด บางภูมิภาค เช่น เมดิเตอร์เรเนียน แอฟริกาตอนใต้ เอเชีย และออสเตรเลีย มีแนวโน้มเผชิญภัยแล้งยืดเยื้อถี่ขึ้น จนกระทบต่อภาคเกษตร ระบบนิเวศ และความสามารถในการอยู่อาศัยระยะยาว

นักวิทยาศาสตร์ผู้จัดทำรายงานระบุว่า การค้นพบนี้สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ควบคู่กับการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากปัจจุบันยังมีน้ำจำนวนมหาศาลสูญเสียไปกับท่อส่งที่รั่วไหลและการใช้อย่างสิ้นเปลือง โดยงานวิจัยฉบับนี้ยังชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงจากการขยายตัวของอุตสาหกรรมใช้น้ำมาก เช่น โรงงานเซมิคอนดักเตอร์และศูนย์ข้อมูลในพื้นที่ที่มีน้ำน้อย

แม้งานวิจัยจะไม่ครอบคลุมการใช้น้ำใต้ดินทั้งหมด แต่ผลลัพธ์ชี้ภาพชัดว่าทรัพยากรน้ำทั่วโลกกำลังถูกกดดันจากทั้งสภาพภูมิอากาศและความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง