รีเซต

“หมอออสเตรเลีย” แห่ใช้ “AI จดโน้ต” รัฐบาลเตือนเสี่ยงทำข้อมูลคนไข้รั่วไหล

“หมอออสเตรเลีย” แห่ใช้ “AI จดโน้ต” รัฐบาลเตือนเสี่ยงทำข้อมูลคนไข้รั่วไหล
TNN ช่อง16
8 กรกฎาคม 2569 ( 23:53 )
8

กระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานกำกับดูแลด้านการแพทย์ของออสเตรเลียออกมาแสดงความกังวลอย่างหนัก เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยี เอไอ สไครบ์(AI Scribe) หรือระบบปัญญาประดิษฐ์ช่วยบันทึกข้อมูลและสรุปการสนทนาระหว่างแพทย์กับคนไข้ หลังจากเทคโนโลยีนี้ได้รับความนิยมอย่างก้าวกระโดดในคลินิกและโรงพยาบาลช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา จนนำไปสู่ความจำเป็นในการสร้างแนวทางป้องกันที่มีประสิทธิภาพ

แพทย์ใช้เครื่องมือ AI ช่วยจดข้อมูลมากขึ้น

จากผลสำรวจออนไลน์โดยวิทยาลัยอายุรแพทย์ทั่วไปแห่งราชวิทยาลัยออสเตรเลีย (RACGP - Royal Australian College of General Practitioners) พบว่า อัตราการใช้ เอไอ สไครบ์ (AI Scribe) ของแพทย์ในออสเตรเลียพุ่งสูงขึ้นเกือบเท่าตัว จากร้อยละ 22 ในเดือนสิงหาคม 2024 เพิ่มเป็นร้อยละ 40 ในเดือนพฤศจิกายน 2025

แม้บริษัทผู้พัฒนาจะอ้างว่าเทคโนโลยีนี้ช่วยลดภาระงานเอกสารอันล้นมือของแพทย์ และถูกใช้งานมาแล้วหลายร้อยล้านครั้งทั่วโลก แต่เอกสารสรุปการประชุมของวุฒิสภาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ซึ่งสื่อ การ์เดียน ออสเตรเลีย (Guardian Australia) ได้รับมา ระบุชัดเจนว่าเครื่องมือเหล่านี้แทบไม่มีการควบคุมดูแลอย่างเป็นทางการ

หน่วยงานเตือนข้อมูลคนไข้อาจรั่วไหล

โดยปัจจุบัน เครื่องบันทึกข้อมูลดิจิทัล จะถูกจัดประเภทเป็น อุปกรณ์ทางการแพทย์ และอยู่ภายใต้การควบคุมของกฎหมายเฉพาะ ก็ต่อเมื่อมันถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์ในการรักษาโรคเท่านั้น ทำให้เกิดช่องโหว่สำคัญต่าง ๆ

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการที่ซัพพลายเออร์บางราย ทำการตลาดโดยเลี่ยงบาลีว่าไม่ใช่อุปกรณ์การแพทย์ จนขาดความชัดเจนในกระบวนการทำงาน หรือบริษัทไม่ทราบว่าแพลตฟอร์มคลาวด์ (Cloud) ของตนส่งข้อมูลคนไข้ไปประมวลผลนอกประเทศ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของข้อมูล

นอกจากนี้ AI ยังมีข้อจำกัดด้านคุณภาพและความแม่นยำเหมือนโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ทั่วไป ซึ่งอาจส่งผลต่อความปลอดภัยของคนไข้และความถูกต้องของระบบฐานข้อมูลสุขภาพแห่งชาติ และประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือ กระบวนการขอความยินยอมจากคนไข้ ที่ยังไม่มีมาตรฐานเด่นชัด 

ปัจจุบัน หน่วยงานกำกับดูแลผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ของออสเตรเลีย (TGA) กำลังเร่งทบทวนและตรวจสอบระบบดิจิทัลเหล่านี้ เพื่อพิจารณาว่าควรจัดให้เป็นอุปกรณ์การแพทย์หรือไม่ โดยคาดว่าจะเผยแพร่รายงานสรุปผลได้ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

ข่าวที่เกี่ยวข้อง