บทเรียน “เวเนซุเอลา” “เศรษฐีน้ำมัน" ถังแตก จาก “รัฐปิโตรเลียม” สู่ “รัฐล้มเหลว"

หากจะพูดถึงประเทศที่เกิดกาารเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเห็นได้ชัดที่สุดในช่วงสัก 3 ทศวรรษที่ผ่านมา หลาย ๆ คนอาจจะคิดถึงประเทศ “จีน” ที่สามารถเปิดประตูเศรษฐกิจ เทคโนโลยี สู่สายตาชาวโลก หรืออาจจะเป็น “เวียดนาม” ที่สามารถพลิกประเทศสู่ประเทศที่เป็นฐานการผลิตให้กับหลายอุตสาหกรรมทั่วโลก ก้าวสู่การเป็นประเทศ “กำลังพัฒนา” อย่างเต็มตัว
แต่ในทางกลับกันการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของประเทศต่าง ๆ ในโลกก็ไม่ได้มีทิศทางที่เป็น “บวก” เสมอไป บางประเทศเปลี่ยนแปลงในด้าน “ลบ” ได้อย่างรวดเร็ว และรุนแรงได้ด้วยเช่นกัน หรือบางประเทศอาจจะเปลี่ยนแปลงได้ทั้ง 2 ลักษณะในช่วงเวลาแค่ไม่กี่สิบปี และหนึ่งในนั้นคือ “เวเนซุเอลา”
เวเนซุเอลา ประเทศที่ได้ขึ้นชื่อว่ามีแหล่งสำรองน้ำมันใหญ่ที่สุดในโลก นับตั้งแต่มีการค้นพบ “น้ำมันดิบ” ในประเทศเมื่อทศวรรษ 1920 น้ำมันนี่เองที่พลิกหน้าประวิติศาสตร์ของเวเนซุเอลา และได้นำพาเวเนซุเอลาไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่ทรงพลังที่สุดประเทศหนึ่งของโลก เศรษฐกิจที่แข็งแกร่งจากการส่งออกน้ำมันมูลค่ามหาศาลไปทั่วโลก
และก็เป็น “น้ำมัน” เช่นเดียวกัน ที่พลิกหน้าประวัติศาสตร์อีกครั้ง แต่คราวนี้กลับนำมาซึ่งความตกต่ำอย่างสิ้นเชิง เศรษฐกิจเข้าขั้นวิกฤติ การเมืองแย่งชิงอำนาจกันอย่างอันตราย ส่งผลให้เกิดการบริหารจัดการที่ไร้ประสิทธิภาพมานานหลายทศวรรษ ได้ผลักดันให้ประเทศที่เคยเป็นหนึ่งในประเทศที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดในละตินอเมริกาต้องพบกับความล่มสลายทางเศรษฐกิจ และการเมืองในที่สุด
ย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของเส้นทางที่ดูจะสวยงามที่สุดของเวเนซุเอลา ที่มาพร้อมกับคำว่า "รัฐปิโตรเลียม” หรือ Petrostate ที่เป็นคำอธิบายถึงประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ได้อย่างน่าภาคภูมิใจ ถึงแม้ว่ารัฐปิโตรเลียมจะไม่ใช่คำที่เป็นทางการ แถมความหมายของคำนี้ ก็ไม่ได้แสดงถึงคุณลักษณะของประเทศในเชิงบวกเท่าไหร่นัก
เพราะคำนี้กำลังหมายถึงประเทศที่รายได้ของรัฐบาลพึ่งพาการส่งออกน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติอย่างมาก อำนาจทางเศรษฐกิจ และการเมืองกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มชนชั้นนำส่วนน้อย และสถาบันทางการเมืองอ่อนแอ ขาดความรับผิดชอบ และมีการทุจริตอย่างแพร่หลาย ประเทศที่มักถูกเรียกว่ารัฐปิโตรเลียม ได้แก่ แอลจีเรีย แคเมรูน ชาด เอกวาดอร์ อินโดนีเซีย อิหร่าน คาซัคสถาน ลิเบีย เม็กซิโก ไนจีเรีย โอมาน กาตาร์ รัสเซีย ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และแน่นอน หนึ่งในนั้นคือ เวเนซุเอลา
แต่หลาย ๆ ประเทศที่เป็นรัฐปิโตรเลียมตามที่กล่าวมานั้น กลับไม่ได้มีเส้นทางเดียวกันกับเวเนซุเอลา หลายประเทศยังคงยืนหยัด และพัฒนาประเทศได้อย่างยิ่งใหญ่ มั่นคง ทำให้เวเนซุเอลากลายเป็นบทเรียนในหน้าประวัติศาสตร์ของเศรษฐกิจ ที่จะยังคงเด่นชัดไปอีกนานแสนนาน
เมื่อน้ำมันหยดแรกถูกส่งออกจากเวเนซุเอลาในช่วงทศวรรษ 1920 ซึ่งการผลิตน้ำมันในขณะนั้นส่วนใหญ่ดำเนินการผ่านสัมปทานแก่บริษัทต่างชาติ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง และการพัฒนาของเวเนซุเอลา เศรฐกิจของเวเนซุเอลาพุ่งขึ้นเป็นขาขึ้นอย่างชัดเจน จากผู้ผลิต และส่งออกผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมหนัก เช่น เหล็ก อลูมิเนียม และซีเมนต์ รวมถึงอิเล็กทรอนิกส์ และรถยนต์ และที่สำคัญคือเครื่องดื่ม และอาหาร
จากเดิมที่การเกษตรในเวเนซุเอลาคิดเป็นประมาณ 4.7% ของ GDP และ 7.3% ของแรงงาน และอย่างน้อยหนึ่งในสี่ของพื้นที่ทั้งหมดของเวเนซุเอลาเป็นพื้นที่เกษตรกรรม เวเนซุเอลาส่งออกข้าว ข้าวโพด ปลา ผลไม้เมืองร้อน กาแฟ เนื้อหมู และเนื้อวัว สู่การเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่เป็นอันดับที่ 25 ของโลก และเป็นสมาชิก OPEC รายใหญ่เป็นอันดับที่ 8 มูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมคิดเป็นประมาณ 95% ของการส่งออกทั้งหมดของเวเนซุเอลา
แต่จุดเปลี่ยนสำคัญที่เริ่มส่งสัญญาณอันตราย คือการแปรรูปอุตสาหกรรมน้ำมันให้กลายมาเป็นเป็นของรัฐในช่วงปลายทศวรรษ 1960 และต้นทศวรรษ 1970 ได้หยุดยั้งการพัฒนาในส่วนนี้ แม้ว่าการแปรรูปเป็นของรัฐจะเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการในปี 1976 ก็ตาม
ส่งผลให้ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบโดยรวมลดลง 55% จากจุดสูงสุดในปี 1970 ถึงกลางทศวรรษ 1980 และผลิตภาพแรงงานในอุตสาหกรรมน้ำมันลดลงมากกว่า 70% ในช่วงเวลาดังกล่าว นอกจากนี้ การแปรรูปอุตสาหกรรมเป็นของรัฐ บวกกับวินัยทางการคลังที่บกพร่อง นโยบายประชานิยมแบบสุดโต่ง ทรัพยากรจำนวนมหาศาลถูกจัดสรรโดยเจ้าหน้าที่รัฐ และอยู่เหนือกลไกตลาด
และการบิดเบือนนั้น ก็สะสมมาอย่างยาวนาน หยั่งรากลึกให้กับเศรษฐกิจที่บิดเบี้ยวของเวเนซุเอลา ปัญหาทุกอย่างถูกบดบังไว้ด้วยฉากหน้าของการเป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก ตราบใดที่ยังหาเงินเข้าประเทศได้มหาศาล การคลังที่บิดเบี้ยวก็คงไม่มีผลอะไร และ GDP ของประเทศก็ยังเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง และพุ่งสู่จุดสูงสุดในปี 2004 ที่ GDP เติบโตถึง 18.3% จนกระทั่ง
ราคาน้ำมันที่ดิ่งลงจากกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปี 2014 เหลือต่ำกว่า 30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงต้นปี 2016 ส่งผลให้เวเนซุเอลาตกอยู่ในภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจ และการเมือง และแม้ว่าราคาน้ำมันจะปรับตัวสูงขึ้นนับตั้งแต่นั้นมา แต่สถานการณ์ก็ยังคงเลวร้ายอยู่ GDP ของประเทศด่ำดิ่งระดับที่ติดลบแตะ 20% ต่อเนื่องนับทศวรรษ
และรัฐบาลที่บริหารประเทศก็ไม่มีแผนในการเตรียมการรับมือกับปัญหาในลักษณะนี้ เมื่อรายได้หลักของประเทศหายไปจากราคาน้ำมัน อุตสาหกรรมอื่น ๆ ก็ถูกทิ้งร้างมานานนับสิบ ๆ ปี ทางเดียวที่รัฐบาลของเวเนซุเอลาคิดได้คือ “กู้เงิน” และ “พิมพ์เงิน” ออกมาให้พอกับรายจ่ายของประเทศ ที่ไม่เคยสมเหตุสมผลอยู่แล้ว
สถานการณ์ทุกอย่างยิ่งเลวร้ายลงจากการแก้ปัญหาที่ไม่รอบคอบ เงินเฟ้อของเวเนซุเอลาพุ่งขึ้นต่อเนื่องอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน โดยในปี 2019 เงินเฟ้อของเวเนซุเอลาก็พุ่งขึ้นถึง 345,000% ในขณะที่ GDP ติดลบ 27.7% และหนี้สาธารณะก็พุ่งทะลุ 300% ของ GDP ธนบัตรที่ใช้จ่ายกลายเป็นเศษกระดาษ เรียกได้ว่าเวเนซุเอลากำลังจะกลายเป็น “รัฐล้มเหลว”
ถึงแม้ว่าสถานกาารณ์หลาย ๆ อย่างคลี่คลายลงไปบ้างแล้ว แต่เวเนซุเอลายังห่างไกลกับคำว่า “ฟื้นตัว” แม้ว่า GDP จะกลับมาเป็นบวกได้ แต่เศรษฐกิจโดยภาพรวมนั้น ยังต้องใช้เวลาอีกมากในการฟื้นฟู ประชากรที่เป็นแรงงานในประเทศกว่า 20 ล้านคน ต้องระหกระเหินเดินทางไปหาทางรอดในต่างประเทศกว่า 8 ล้านคน
เวเนซุเอลาหลังจากนี้จะเดินต่อไปอย่างไร จากการเข้ามาแทรกแซงโดยสหรัฐอเมริกา อุตสาหกรรมหลาย ๆ อย่างจะถูกฟื้นฟูอย่างไร คงเป็นคำถามที่ต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด แต่ที่แน่ ๆ เวเนซุเอลาเป็นบทเรียนที่สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงอันตรายของการกลายเป็นรัฐที่พึ่งพาน้ำมันมากเกินไป
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
