ปภ. ติดตามสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ต่อเนื่อง - เฝ้าระวังอัคคีภัยช่วงเทศกาลตรุษจีน

วันนี้ (11 ก.พ. 69) กรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้มีการประชุมติดตามสถานการณ์สาธารณภัย (Situation Awareness Team: SAT) ครั้งที่ 7/2569 โดยมีนายชัยรัตน์ แก้วเพียงเพ็ญ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นประธานการประชุม ผู้บริหาร ปภ.ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต และสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดในพื้นที่เสี่ยงภัยเข้าร่วมประชุม และประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อติดตามสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5จุดความร้อน (Hotspot) และผลการดำเนินงานในพื้นที่เสี่ยง โดยเน้นย้ำให้จังหวัดที่ยังคงมีสถานการณ์บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานท้องถิ่นประชาสัมพันธ์รณรงค์สร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชน พร้อมวางมาตรการป้องกันและลดอุบัติภัยโดยเฉพาะอัคคีภัยในช่วงเทศกาลตรุษจีนที่กำลังจะมาถึงนี้
นายชัยรัตน์ แก้วเพียงเพ็ญ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เปิดเผยว่า สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ในระยะนี้ พบว่า วันนี้ (11ก.พ.69) ค่าฝุ่นส่วนใหญ่ของประเทศอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน จะมี 18 จังหวัดในภาคกลางและภาคตะวันออกที่มีค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน ได้แก่ จังหวัดปทุมธานี นนทบุรี นครปฐม สมุทรสาคร สมุทรปราการ สระบุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา ราชบุรี สมุทรสงคราม เพชรบุรี ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง และตราด รวมถึงกรุงเทพมหานคร โดยพบจุดความร้อน (Hotspot) 381 จุด ใน 53 จังหวัด ส่วนใหญ่พบในพื้นที่เกษตรและเขตป่าสงวนแห่งชาติ โดยจังหวัดที่พบจุดความร้อนสูงสุด 5 อันดับแรกอยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ จังหวัดชัยภูมิ (35 จุด) กาฬสินธุ์ (32 จุด) ขอนแก่น (31 จุด) นครราชสีมา (19 จุด) และจังหวัดเพชรบูรณ์และลพบุรี (จังหวัดละ 18 จุด)
นอกจากนี้ ยังพบจุดความร้อน (Hotspot) ของประเทศเพื่อนบ้าน 5,558 จุด โดยเฉพาะฝั่งประเทศกัมพูชา มีจำนวน 3,877 จุด โดยกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ระหว่างวันที่ 11-19 ก.พ. 69 พื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยเฉพาะที่จังหวัดนครปฐมและสมุทรสาคร ต้องเฝ้าระวังในช่วงวันที่ 11 – 12 ก.พ. 69 เพราะการระบายอากาศต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ส่วนพื้นที่ภาคเหนือที่จังหวัดตากและเพชรบูรณ์ ต้องเฝ้าระวังการสะสมของฝุ่นละอองเป็นพิเศษในช่วงวันที่ 14 – 19 ก.พ. 69 นอกจากนี้ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) คาดการณ์ว่า ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ไปจนถึงต้นเดือนมีนาคม จะพบจุดความร้อนและพื้นที่การเผาไหม้ในพื้นที่ป่าเป็นหลักโดยต้องเฝ้าระวังจุดความร้อนที่จะพบเพิ่มขึ้นในจังหวัดพื้นที่ภาคตะวันตกของประเทศ โดยเฉพาะจังหวัดกาญจนบุรีและจังหวัดที่มีพื้นที่ติดกับประเทศเมียนมาร์ ในขณะที่กรมควบคุมมลพิษ แจ้งสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 มีแนวโน้มสูงขึ้นในช่วงวันที่ 11 -12 ก.พ. 69 ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และภาคตะวันออก โดยเฉพาะที่จังหวัดสระแก้ว ปราจีนบุรี และฉะเชิงเทราเนื่องจากทิศทางลมตะวันออกที่พัดมาจากประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้พื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล และภาคตะวันออก มีแนวโน้มจะมีปริมาณฝุ่นละอองเพิ่มสูงขึ้น
สำหรับการติดตามสถานการณ์ฝุ่นละอองในพื้นที่ พบว่า ที่จังหวัดปราจีนบุรีที่เป็นพื้นที่เฝ้าระวังเป็นพิเศษ ปัจจุบันมีการนำนวัตกรรมเครื่องจักรกลมาใช้ในจัดการตอซัง อัดซังข้าว ซึ่งสามารถช่วยลดปริมาณฝุ่นละอองจากการเผาในภาคการเกษตรได้มากขึ้น นอกจากนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจวัดคุณภาพอากาศของโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ ส่วนจังหวัดอื่น ๆ ที่มีสถานการณ์ฝุ่นละอองที่ต้องเฝ้าระวัง กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้เน้นย้ำให้สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ให้กับประชาชนโดยการจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์เผยแพร่อย่างต่อเนื่องในทุกช่องทาง โดยใช้กลไกของผู้นำชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชี้แจงผลกระทบและแนวทางมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 รวมถึงแนะนำช่องทางการติดตามข้อมูลข่าวสารสาธารณภัยผ่านแอปพลิเคชัน "Thai Disaster Alert" ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แอปพลิเคชัน "Air4Thai" ของกรมควบคุมมลพิษ และแอปพลิเคชัน "FAIPA (ไฟป่า)" ของ GISTDA และให้ผู้นำชุมชนลงพื้นที่ "เคาะประตูบ้าน" และประชาสัมพันธ์ผ่านหอกระจายข่าวประจำหมู่บ้านทุกวัน เพื่อสร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชนเชิงรุกอย่างทั่วถึงทุกครัวเรือน
“หนึ่งในมาตรการควบคุมและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ที่จะเกิดขึ้นในสัปดาห์หน้า ระหว่างวันที่ 15-17 ก.พ. 69 ซึ่งเป็นช่วงเทศกาลตรุษจีนที่ชาวไทยเชื้อสายจีนจะมีการสักการะบูชาบรรพบุรุษ โดยการจุดธูปเทียนเซ่นไหว้ เผากระดาษเงินกระดาษทอง ตลอดจนจุดปะทัดตามศาลเจ้าและบ้านเรือน ประกอบกับสภาพอากาศที่แห้งและมีลมแรง เป็นปัจจัยให้เกิดอัคคีภัยและอุบัติภัย และหากเกิดเหตุอัคคีภัยจะส่งผลให้ปริมาณฝุ่นเพิ่มสูงขึ้น ปภ. จึงสั่งการให้ทุกจังหวัดเฝ้าระวังและตรวจตราพื้นที่เสี่ยงอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งประสานหน่วยงานในพื้นที่และศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต จัดเตรียมหน่วยปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็ว อุปกรณ์ดับเพลิง อุปกรณ์กู้ชีพกู้ภัย และระบบไฟฟ้าส่องสว่างประจำ ณ สถานที่จัดงาน/ชุมชน หากเกิดเหตุสาธารณภัยให้ดำเนินการตามแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด และ แผนเผชิญเหตุอัคคีภัยจังหวัด เพื่อช่วยเหลือประชาชน” นายชัยรัตน์ รองอธิบดี ปภ. กล่าว
ทั้งนี้ หากประชาชนประสบหรือพบเหตุสาธารณภัยหรืออุบัติภัยสามารถแจ้งเหตุและขอความช่วยเหลือทางไลน์ “ปภ.รับแจ้งเหตุ 1784” รวมถึงสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง และติดตามข่าวสารเกี่ยวกับสาธารณภัย ได้ที่ Facebook กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย DDPM X @DDPMNews Line @1784DDPM”
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
