"แบงก์ชาติ" สั่งจับตา แลกธนบัตร 100 บาท 500 บาท ผิดปกติช่วง "เลือกตั้ง" รอคลังให้อำนาจคุมเทรด "ทอง" หวังลดเงินบาทผันผวน

"แบงก์ชาติ" สั่ง ธนาคารพาณิชย์จับตาการแลกธนบัตร 100 และ 500 บาท ผิดปกติช่วง "เลือกตั้ง" ชี้รอคลังให้อำนาจคุมเทรดทองออนไลน์ หวังลดบาทผันผวน
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าว ในงานสัมมนา KKP Year Ahead 2026 โดยกลุ่มการเงินเกียรตินาคินภัทร ( KKP) ถึงประเด็นข่าวเรื่องการถอนเงินสดสูงผิดปกติในเดือนกันยายน 2568 ระบุว่าไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องเลือกตั้ง เพราะยังไม่ได้มีสัญญาณการยุบสภาในขณะนั้น แต่เป็นการถอนเงินจากเรื่องการปราบปรามบัญชีม้าที่เข้มงวด โดยพบถึงว่ายอดการถอนเงินสดในเดือนตุลาคม 2568 กลับมาเป็นปกติ
แต่อย่างไรก็ตามทางธปท.ทราบถึงการเตรียมแลกธนบัตรใบละ 100 และ 500 บาท จำนวนมากเพื่อใช้ในการเลือกตั้ง จึงได้ขอความร่วมมือให้ธนาคารพาณิชย์รายงานการแลกธนบัตรที่ผิดปกติในช่วงเลือกตั้ง และเตรียมแก้ประกาศเพื่อควบคุมการแลกธนบัตรจำนวน 1-3 ล้านบาทขึ้นไป ที่คาดว่าจะใช้เวลา 2 – 3 เดือน ซึ่งจะเป็นการจับตาธุรกรรมในช่วงเลือกตั้งย่อยปีหน้า
นอกจากนี้ ธปท.ยังมีการแก้เกณฑ์ให้เงินนำเข้าเกิน 200,000 ดอลลาร์ฯ ต้องระบุที่มา และการแลกเงินผ่าน Money Changer จะกำหนดไม่เกิน 800,000 บาทต่อคนต่อวัน และร่วมมือกับ ก.ล.ต. ตรวจสอบธุรกรรม USDT ที่ผิดปกติ รวมถึงตรวจสอบผู้ทำธุรกรรมที่โปรไฟล์ไม่สอดคล้องกับจำนวนเงิน
นายวิทัย ย้ำว่า ทุนเทาถือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่บั่นทอนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง ธปท.ยังคงยึดมั่นในค่านิยมหลักที่สืบทอดมานานกว่า 20 ปี คือ ยืนตรง มองไกล ยื่นมือ ติดดิน การดำเนินงานในครั้งนี้ไม่ใช่การขยายขอบเขตอำนาจเกินกว่าที่ควรจะเป็น แต่เป็นการเจริญรอยตามแนวทางที่อดีตผู้ว่าการหลายท่านได้เคยวางรากฐานไว้ นั่นคือการพร้อมที่จะยื่นมือเข้าไปจัดการและแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในจังหวะที่เหมาะสม เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อเราเข้าดำเนินการแล้ว จะสามารถคลี่คลายวิกฤตและสร้างความมั่นคงให้แก่ประเทศได้อย่างแท้จริง
สำหรับปัจจุบันนี้เศรษฐกิจไทยเติบโตลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยคาดการณ์ GDP ปีนี้อาจอยู่ที่เพียง 1.5 ซึ่งต่ำกว่าศักยภาพที่ควรจะเป็นที่ 2.7% ปัญหาหลักไม่ได้มาจากปัจจัยชั่วคราว แต่เป็น ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น ผลิตภาพ (Productivity) ที่ต่ำ, สังคมสูงวัย (Aging Society), หนี้ครัวเรือนที่สูงที่สุดเป็นอันดับต้นๆ ของโลก และความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เปลี่ยนนายกรัฐมนตรีบ่อยครั้ง
ขณะที่ใช้นโยบายดอกเบี้ยก็ยังมีประสิทธิภาพจำกัดในการแก้ปัญหาเหล่านี้ โดยผลการจำลอง พบว่า การลดดอกเบี้ยลง 1% มีผลช่วยกระตุ้น GDP ได้เพียง 0.18% ภายใน 2 ปี เนื่องจากปัญหาไม่ได้อยู่ที่อุปสงค์ชั่วคราว แต่อยู่ที่ความสามารถในการแข่งขันระยะยาว
ทั้งนี้หากเกิดผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ เราจำเป็นต้องมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลและยกระดับการทำงานให้เข้มข้นยิ่งขึ้น ในอดีตธนาคารกลางอาจดำเนินบทบาทในขอบเขตที่จำกัด แต่ในปัจจุบันเราได้นำนโยบายการเงินควบคู่กับมาตรการเฉพาะจุดมาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างตรงจุด อาทิ ปัญหาหนี้ครัวเรือน หนี้เสีย (NPL) และความผันผวนของค่าเงินบาท
นายวิทัย กล่าวอีกว่า ธปท. กำลังปรับบทบาทจากการวิเคราะห์เศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว ไปสู่การเป็นผู้นำในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยมี 4 เรื่องหลักที่กำลังดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม คือ
1. การแก้ปัญหาหนี้รายย่อย ธปท.ได้เริ่มดำเนินการแก้ปัญหาหนี้สำหรับลูกหนี้รายย่อย โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นหนี้เสีย (NPL) ที่จะมีการโอนลูกหนี้เข้าสู่บริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ของธปท.ที่ชื่อว่า SAM
โดยเน้นกลุ่มหนี้ต่ำกว่า 100,000 บาท จากจำนวนลูกหนี้ NPL ทั้งหมด 5 ล้านคน พบว่าเป็นกลุ่มที่มีหนี้ต่ำกว่า 1 แสนบาทถึง 3 ล้านคน ซึ่งธปท.ต้องการช่วยให้คนกลุ่มนี้กลับมาลืมตาอ้าปากและกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้อีกครั้ง
2. กลไกค้ำประกันสินเชื่อ SME เนื่องจากสินเชื่อ SME ติดลบต่อเนื่องมาถึง 36 เดือน หรือ 13 ไตรมาส เพราะธนาคารพาณิชย์กังวลเรื่องต้นทุนความเสี่ยง (Credit Cost) ธปท.จึงสร้างกลไกค้ำประกันใหม่ เป็นกลไกที่ไม่เหมือนกับ บสย. เดิม เพื่อช่วยค้ำประกันสินเชื่อให้ SME มุ่งเน้นไปที่ SME ที่ยังมีขีดความสามารถในการแข่งขัน เช่น กลุ่มอาหาร, Smart Electronics, เกษตรแปรรูป และการท่องเที่ยว เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน
3. การกำกับดูแลธุรกรรมทองคำเพื่อรักษาเสถียรภาพค่าเงิน ธปท.พบว่าการซื้อขายทองคำผ่านแอปพลิเคชันมีผลกระทบต่อค่าเงินบาทอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งโครงสร้างการซื้อขายทองคำผ่านแอปพลิเคชันในตลาดปัจจุบัน ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ดังนี้
การซื้อขายทองคำแท่งผ่านหน้าร้าน (Physical): คิดเป็น 15% ของสัดส่วนทั้งหมด
การซื้อขายทองคำผ่านแอปพลิเคชัน (สกุลเงินบาท): คิดเป็น 35%
การซื้อขายทองคำผ่านแอปพลิเคชัน (สกุลเงินดอลลาร์): คิดเป็น 50%
กลุ่มที่เป็นประเด็นสำคัญคือ การซื้อขายผ่านแอปพลิเคชันในสกุลเงินบาท เนื่องจากธุรกรรมเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อการไหลเข้า-ออกของกระแสเงินตราในประเทศ ในขณะที่การซื้อขายเป็นสกุลเงินดอลลาร์ แม้จะเป็นธุรกรรมขนาดใหญ่ แต่หากเป็นการเทรดในระบบบัญชีดอลลาร์และถือครองไว้เพื่อลงทุนต่อ ผลกระทบต่อค่าเงินบาทจะเกิดขึ้นเฉพาะเมื่อมีการแลกเปลี่ยนกลับมาเป็นเงินบาทเท่านั้น
จากการประมาณการ พบว่ามูลค่าการซื้อขายทองคำในปีที่ผ่านมาอาจสูงถึง 50-60% ของ GDP หรืออาจเกินกว่านั้น โดยพบข้อมูลที่น่าสนใจคือรายได้ผู้ประกอบการทองรายใหญ่เพียงรายเดียวอาจมีมากกว่า 5 ล้านล้านบาท เมื่อเทียบกับ GDP ประเทศไทยที่ประมาณ 18 ล้านล้านบาท
ขณะที่ตลาดทองคำมีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยสูงถึง 60,000 ล้านบาทต่อวัน ซึ่งสูงกว่ามูลค่าการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ที่เฉลี่ยประมาณ 40,000 ล้านบาทต่อวัน ในช่วงที่มีความเคลื่อนไหวสูง มูลค่าการซื้อขายทองคำอาจพุ่งสูงถึง 250,000 ล้านบาทต่อวัน
เมื่อลูกค้าขายทองคำผ่านแอปพลิเคชันของร้านทองรายใหญ่ โดยเฉพาะ 5 รายหลักที่มีระบบรองรับร้านทองจะทำการขายทองคำในตลาดโลกเป็นสกุลเงินดอลลาร์ และเมื่อนำรายได้ดอลลาร์เหล่านั้นมาแลกกลับเป็นเงินบาทเพื่อจ่ายคืนลูกค้า ปริมาณความต้องการเงินบาทที่มหาศาลในระยะเวลาอันสั้นนี้เองที่เป็นปัจจัยหลักทำให้ เงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ธุรกรรมทองคำมีอิทธิพลอย่างมากต่อความผันผวนของค่าเงินบาท ซึ่งสูงกว่าธุรกรรมในภาคการนำเข้าและส่งออกสินค้าประเภทอื่นอย่างมีนัยสำคัญ เทรดทองไม่ทำให้ GDP โต แต่บาทแข็งทำให้ GDP ลดแน่นอน
ดังนั้น ธปท. จึงขอให้กระทรวงการคลังลงนามเพื่อให้อำนาจธปท. เข้าไปกำกับดูแลธุรกรรมทองคำบนแพลตฟอร์ม (Digital Gold) ที่จะเป็นมาตรการสกัดความผันผวน อาจมีการกำหนดวงจำกัด การซื้อขายต่อวันสำหรับรายใหญ่ เช่น 100 ล้านบาทขึ้นไป และห้ามธุรกรรมที่ไม่มีการซื้อขายจริง เพื่อลดแรงกดดันต่อค่าเงินบาท โดยคาดว่าจะทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจะลงนามมอบอำนาจให้ธปท.ภายในสิ้นเดือนม.ค.นี้
4. การติดตามเส้นทางเงินเพื่อสกัดทุนเทา โดยเฉพาะช่วงเลือกตั้ง ธปท.ขยายบทบาทเข้าสู่การตรวจสอบเส้นทางเงินอย่างเข้มข้น สำหรับประเด็นทุนสีเทา เราได้มีการตีความข้อกฎหมายใหม่เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น จากเดิมที่มีความเข้าใจว่าธนาคารแห่งประเทศไทยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงเนื่องจากเป็นข้อมูลทางการเมือง แต่ในอนาคต หากตรวจพบธุรกรรมที่มีความผิดปกติ ธนาคารแห่งประเทศไทยจะเข้าไปตรวจสอบเส้นทางการเงินอย่างใกล้ชิด รวมถึงประสานความร่วมมือในเรื่องธุรกรรมสกุลเงินดอลลาร์ และข้อสงสัยเกี่ยวกับ UST (Stablecoin) ซึ่งถือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่กัดกร่อนเศรษฐกิจไทยมาอย่างยาวนาน
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
