รีเซต

รื้อใหญ่สวัสดิการรัฐ คัดเฉพาะ“คนจนจริง”

รื้อใหญ่สวัสดิการรัฐ คัดเฉพาะ“คนจนจริง”
TNN ช่อง16
10 มิถุนายน 2569 ( 11:30 )
15

การ "รื้อระบบสวัสดิการรัฐใหม่" กำลังเป็นกระแสที่ถูกพูดถึงอย่างมากในขณะนี้ เนื่องจากกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการเปิดลงทะเบียน เพื่อมุ่งเน้นการช่วยเหลือแบบ "พุ่งเป้า (Targeted Welfare)" และคัดกรอง "คนจนไม่จริง" ออกจากระบบ 

ซึ่งการจัดระเบียบ "บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รอบปี 2569" ครั้งใหม่ รัฐบาลได้เปิดให้ลงทะเบียนและยืนยันสิทธิรอบใหม่ (เริ่มตั้งแต่ 4 – 21 มิถุนายน 2569) ถือเป็นการรีเซ็ตฐานข้อมูลผู้ถือบัตรเดิมที่มีอยู่ราว 13.2 ล้านราย โดยมีเกณฑ์คัดกรองที่เข้มงวดขึ้นมาก ดังนี้

1.เกณฑ์ทางการเงินที่เข้มขึ้น โดยกำหนดให้ผู้รับสิทธิ์มีรายได้รายบุคคลไม่เกิน 100,000 บาท/ปี, ไม่มีบัตรเครดิต, เงินฝากหรือสลากออมทรัพย์รวมกันไม่เกิน 100,000 บาท/ปี ไม่มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ ยกเว้นรถจักรยานยนต์ สามล้อ และรถใช้ในงานเกษตรกรรม 

2.เงื่อนไขสินเชื่อ โดยกำหนดให้ผู้มีสิทธิต้องมี วงเงินสินเชื่อรวมทุกประเภทไม่เกิน 100,000 บาท ซึ่งประเด็นนี้ทางธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท.ออกมาแสดงความกังวลว่าอาจทำให้ "คนจนตัวจริง" โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรหรือลูกหนี้รายย่อยที่กู้เงินเยียวยาจากรัฐ ต้องตกหล่นจากระบบไป

แต่ประเด็นที่กลายเป็นชนวนร้อนที่สุด คือ  3.การเชื่อมฐานข้อมูลภาษีครอบครัว ที่คลังนำฐานข้อมูลภาษีมาตรวจสอบลิงก์เชื่อมโยง 

หากพบว่าบุตรนำบิดา-มารดาไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษี แต่อาจไม่ได้ดูแลจริง หรือพ่อแม่มาลงทะเบียนบัตรคนจน จะถูกนำมาพิจารณาตัดสิทธิด้วย เงื่อนไขนี้ทำให้เกิดกระแสตีกลับจากประชาชนอย่างรุนแรง จนทำให้นายกรัฐมนตรีต้องสั่งการด่วนให้กระทรวงการคลังกลับไปทบทวนเกณฑ์ดังกล่าว

โดยในเรื่องนี้ นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง ระบุว่า ในการประชุมของคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ที่เกิดขึ้นวันที่ 11 มิถุนายนนี้ จะมีการหารือ เรื่องการทบทวนเกณฑ์การใช้สิทธิลดหย่อนภาษีที่สร้างความไม่สบายใจให้กับสังคมในขณะนี้ 

ซึ่งเป้าหมายหลักของการปรับปรุงเกณฑ์ในครั้งนี้มี 2 มิติสำคัญ คือ

1. การลดปัญหาการรั่วไหล เพื่อไม่ให้งบประมาณไปถึงกลุ่มคนที่ไม่จนจริง ซึ่งที่ผ่านมาพบว่ามีปัญหาการรั่วไหลอยู่บ้าง จึงต้องใช้ฐานข้อมูลที่ทันสมัยขึ้น เช่น ฐานข้อมูลจากกรมสรรพากรมาช่วยคัดกรอง

2. การดึงคนตกหล่นเข้าระบบ เน้นการเข้าถึงกลุ่มคนที่ยากลำบากจริง ๆ แต่ไม่สามารถเดินทางมาลงทะเบียนเองได้ โดยครั้งนี้จะมีความเชิงรุกมากขึ้น โดยให้กระทรวงมหาดไทย (กรมการปกครอง) และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ลงพื้นที่เคาะประตูบ้านเพื่อนำคนเหล่านี้เข้าสู่ระบบ

สำหรับการตัดสินใจว่าจะยกเลิก หรือ ปรับปรุงเกณฑ์ใดบ้างนั้น เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคมที่ จะพิจารณาตามกฎหมายซึ่งคำนึงถึงนโยบายสาธารณะที่ต้องฟังเสียงรอบด้าน 

โดยยืนยันว่า “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ออกแบบมาเพื่อช่วยกลุ่มคนที่ลำบากที่สุดในภาวะวิกฤตที่มีงบประมาณจำกัด และขอให้ประชาชนอย่ากังวล เนื่องจากรัฐบาลยังมีสวัสดิการในรูปแบบอื่นๆ ที่เป็นสวัสดิการถ้วนหน้าแยกต่างหาก

เช่น เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด รวมถึงโครงการอื่น ๆ เช่น ไทยช่วยไทย พลัส ที่จะเข้ามาดูแลผู้ที่อาจเสียสิทธิ์ในรอบนี้เนื่องจากมีฐานะดีขึ้นแต่ยังได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจ

ส่วนกรณีที่มีข้อเสนอแนะให้มีการทบทวนเกณฑ์เรื่องวงเงินสินเชื่อรวมกันทุกประเภทหนี้และทุกบัญชี ต้องไม่เกิน 1 แสนบาทนั้น โฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เกณฑ์ต่าง ๆ ที่กระทรวงการคลังได้ผลักดันออกมา เป็นการพยายามทำให้ครอบคลุมและปิดช่องโหว่เรื่องการรั่วไหล เพื่อคัดกรองให้ได้ผู้ที่ลำบากอย่างแท้จริง 

ควบคู่ไปกับการเก็บตกกลุ่มตกหล่น ให้สามารถเข้าถึงสวัสดิการจากรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้เงื่อนไขสำคัญ คือ ทำอย่างไรให้เม็ดเงินที่มีอยู่อย่างจำกัดถูกใช้อย่างคุ้มค่าในภาวะวิกฤติ 


ส่วนหลังจากที่กระทรวงการคลังได้เปิดระบบให้เริ่มลงทะเบียนไปเพียงแค่สองวันแรก (วันที่ 4-5 มิถุนายน)  มีประชาชนตื่นตัวยืนยันสิทิ์เข้ามาแล้วมากกว่า 8.8 ล้านราย 

ซึ่งในจำนวนนี้มีผู้ที่สามารถจัดการเอกสารและกดยืนยันสิทธิผ่านระบบได้สำเร็จไปแล้วถึง 8.45 ล้านราย ในขณะที่อีกประมาณ 410,000 รายยังติดปัญหาเรื่องข้อมูลไม่สมบูรณ์ 

เช่น รายละเอียดไม่ตรงกับบัตรประชาชน ซึ่งทางรัฐบาลได้แจ้งเตือนให้กลุ่มนี้รีบกลับเข้ามาแก้ไขให้ถูกต้องก่อนจะปิดรับสมัครในวันที่ 21 มิถุนายน 2569 

โดยถ้าดูหากพฤติกรรมการลงทะเบียนในรอบปี 2569 นี้ จะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่เลือกใช้งานผ่านช่องทางออนไลน์เป็นหลัก 

โดยช่องทางที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือ การลงทะเบียนผ่านหน้าเว็บไซต์ของโครงการ (welfare.mof.go.th) ซึ่งมีผู้ใช้งานสูงถึง 5.47 ล้านราย ตามมาด้วยการทำรายการบนสมาร์ตโฟนผ่านแอปพลิเคชัน "ทางรัฐ" ที่มียอดใช้งานประมาณ 1.24 ล้านราย และแอปพลิเคชัน "เป๋าตัง" อีกราว 1.18 ล้านราย

ในขณะเดียวกัน กลุ่มประชาชนที่อาจไม่สะดวกเข้าถึงอินเทอร์เน็ตหรือไม่มีสมาร์ตโฟน ก็ยังคงเลือกใช้บริการในรูปแบบเดิม โดยมีผู้ที่เดินทางไปติดต่อ (Walk-in) ณ หน่วยงานและธนาคารของรัฐทั้ง 5 แห่งรวมกันประมาณ 610,000 ราย และมีอีกบางส่วนราว 340,000 รายที่เลือกทำรายการผ่านตู้ ATM ของธนาคารกรุงไทย

ส่วนเหตุผลสำคัญที่ทำให้รัฐบาลต้องหันมารื้อระบบสวัสดิการแบบพุ่งเป้า เป็นเพราะเมื่อย้อนดูโครงสร้างงบประมาณของโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 

ผ่านกองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม เม็ดเงินภาษีที่ใช้ไปในแต่ละปีมีความผันแปรและเติบโตขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจจนกลายเป็นภาระทางการคลังจำนวนมหาศาล

โดยในช่วงเริ่มต้นโครงการเมื่อปีงบประมาณ 2561 รัฐบาลประเดิมจัดสรรงบประมาณไปราว 43,614 ล้านบาท เพื่อดูแลประชาชนกลุ่มแรก 14.2 ล้านราย ก่อนที่ในปีงบประมาณ 2562 เม็ดเงินจะพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ถึงกว่า 93,155 ล้านบาท 

เนื่องจากมีการขยายฐานผู้ได้รับสิทธิ์เพิ่มขึ้นเป็น 14.6 ล้านราย ควบคู่ไปกับการเติมเงินพิเศษ (e-Money) และการอัดฉีดมาตรการช่วยเหลือเยียวยาเสริมหลายด้านในช่วงปลายปี 

ต่อมาในปีงบประมาณ 2563 และ 2564 ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับสถานการณ์วิกฤตโควิด-19 งบประมาณจากตัวกองทุนประชารัฐฯ โดยตรงได้ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับประมาณ 47,000 ถึง 48,000 ล้านบาทต่อปี (ดูแลผู้ได้รับสิทธิ์ประมาณ 13.5 - 13.9 ล้านราย) 

เนื่องจากภาครัฐได้สลับไปใช้เม็ดเงินจาก พ.ร.ก. กู้เงินโควิด-19 เข้ามาช่วยเสริมกำลังซื้อในบางมาตรการแทน และงบประมาณในส่วนของกองทุนนี้ได้ลดลงไปแตะจุดต่ำสุดในปีงบประมาณ 2565 ที่ราว 34,986 ล้านบาท ซึ่งเป็นช่วงรอยต่อก่อนที่จะมีการโละระบบเพื่อเตรียมลงทะเบียนใหญ่

โดยจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นอีกครั้งในปีงบประมาณ 2566 เมื่อรัฐบาลสั่ง "ล้างไพ่" เปิดลงทะเบียนรอบใหญ่ (ซึ่งเริ่มใช้สิทธิ์จริงในเดือนเมษายน 2566) ส่งผลให้งบประมาณดีดกลับขึ้นมาอยู่ที่ 65,413 ล้านบาท

 

จากจำนวนผู้ผ่านเกณฑ์คัดกรองที่เพิ่มขึ้นเป็น 14.6 ล้านราย ประกอบกับการปรับวงเงินซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐานเป็น 300 บาทเท่ากันทุกคนอย่างเป็นทางการ 

หลังจากนั้นในปีงบประมาณ 2567 และ 2568 งบประมาณเริ่มทรงตัวอยู่ในกรอบประมาณ 56,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อดูแลผู้ได้รับสิทธิ์ราว 13.4 ถึง 13.5 ล้านราย อย่างไรก็ตาม ในช่วงปลายปีงบประมาณ 2568 รัฐบาลจำเป็นต้องดึงงบกลางเข้ามาสำรองเพิ่มอีกประมาณ 2,900 ล้านบาท เพื่อให้เพียงพอต่อรายจ่ายจริงของโครงการที่เฉลี่ยสูงถึงเดือนละกว่า 4,700 ล้านบาท

ส่วนปีงบประมาณ 2569 ซึ่งเป็นปีปัจจุบัน รัฐบาลมีฐานผู้ถือบัตรรายเดิมอยู่ประมาณ 13.33 ล้านราย และการเปิดลงทะเบียนใหม่บัตรสวัสดิการล่าช้า คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติงบกลางเติมเข้ากองทุนฯ เพิ่มจำนวน 1,667 ล้านบาท รวมกับเงินพ.ร.ก.เงินกู้ 18,800 ล้านบาท เพื่อรักษาสิทธิ์ของประชาชนรายเดิมในช่วงเปลี่ยนผ่าน ก่อนจะมีการคัดกรองเกณฑ์ใหม่ในเดือนมิถุนายนนี้ ทำให้ปีนี้มีเงินในกองทุนฯ 20,467 ล้านบาท แต่สรุปแล้วปีนี้จะใช้วงเงินเท่าไหร่ก็ตามต้องรอดูผลการคัดกรองรอบใหม่ก่อน

ดังนั้นภาพรวมในรอบเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่า ภาครัฐต้องแบกรับและใช้เม็ดเงินภาษีไปกับโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรวมแล้วไม่ต่ำกว่า 450,000- 500,000 ล้านบาท ด้วยภาระทางการคลังที่ค่อนข้างสูงและต้องใช้เงินหมุนเวียนจำนวนมหาศาลในทุก ๆ เดือน

จึงกลายเป็นเหตุผลหลักที่กระทรวงการคลังจำเป็นต้องเร่งรื้อระบบสวัสดิการใหม่ เพื่อมุ่งไปสู่การใช้ระบบภาษีเงินได้แบบติดลบ หรือ Negative Income Tax (NIT) ในอนาคต เพื่อดึงคนเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลภาษีที่ถูกต้อง และจำกัดวงเงินอุดหนุนให้ตรงถึงมือผู้ที่ยากจนตัวจริง



สำหรับระบบภาษีติดลบ Negative Income Tax (NIT) นั้น นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า คาดว่าจะสามารถนำมาเริ่มใช้จริงได้ภายใน 2 ปีข้างหน้า หรือปี 2571 โดยระบบ NIT นี้จะเข้ามาแก้ปัญหาสวัสดิการซ้ำซ้อน และสร้างประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้งบประมาณ ภายใต้หลักการง่าย ๆ คือ "รายได้ถึงเกณฑ์เสียภาษี รายได้ไม่ถึงเกณฑ์รับสวัสดิการ"

โดยการคัดกรองสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ที่มีการเชื่อมข้อมูลภาษีตระกูลและการอุปการะบุพการีในปัจจุบัน จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) 

เพื่อก้าวไปสู่ระบบ NIT ที่สมบูรณ์แบบในอนาคต ซึ่งจะเปลี่ยนจากการจ่ายเงินเท่ากันทุกคน เช่น เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่จ่ายตามขั้นบันได 600-1,000 บาท ไปเป็นการให้ความช่วยเหลือแบบพุ่งเป้าตามความเดือดร้อนที่แท้จริงของแต่ละบุคคล

ระบบ NIT คาดว่าจะใช้ได้ภายใน 2 ปีข้างหน้า หรือ ปี 2571 เพื่อแก้ปัญหาสวัสดิการซ้ำซ้อน และใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด 

โดยยึดหลักการรายได้ถึงเกณฑ์เสียภาษี รายได้ไม่ถึงเกณฑ์รับสวัสดิการ โดยการคัดกรองบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่นี้ ที่มีการตรวจสอบลิงก์ข้อมูลกับฐานภาษีบุตรเพื่อดูการอุปการะบุพการี ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดระบบข้อมูลเพื่อก้าวไปสู่ระบบ NIT ที่สมบูรณ์แบบในอนาคต

ทั้งนี้กระทรวงการคลังยืนยันว่า ระบบโครงสร้างพื้นฐานในปัจจุบันมีความพร้อมและสามารถรองรับการยื่นแบบภาษีและการคัดกรองคนจำนวน 20-30 ล้านคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

ซึ่งในอนาคต การยื่นภาษีและการรับสวัสดิการของคนไทยจะถูกทำให้ง่ายขึ้นผ่านกระบวนการจัดการข้อมูล (Data Cleansing) ที่ประชาชนสามารถเข้ามาตรวจสอบความถูกต้องและกดยืนยันข้อมูลที่รัฐจัดเตรียมไว้ให้ได้ง่าย ๆ เพียงแค่ "กดปุ่มเดียวผ่านแอปพลิเคชัน" เท่านั้น

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวต่อว่า ระบบ NIT จะช่วยให้รัฐบาลรู้จักตัวตนและสถานะที่แท้จริงของคนไทยทุกคนอย่างละเอียด ทราบว่าใครทำงานหรือไม่ มีรายได้เท่าไหร่ มีภาระต้องดูแลบุพการีหรือบุตรกี่คน รวมถึงมีความเจ็บป่วยเรื้อรังหรือความพิการหรือไม่ เพื่อจัด "แพ็คเกจช่วยเหลือ" ให้เหมาะสมกับภาระค่าใช้จ่ายจริงของบุคคลนั้น ๆ 

โดยที่สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดิมจะไม่ได้รับผลกระทบหรือหายไปไหน แต่จะถูกปรับมาใช้เป็นเครื่องมือหลักในการดูแลกลุ่มคนที่มีรายได้น้อยและลำบากที่สุด

และการเปลี่ยนหลักเกณฑ์ในการคัดกรองสิทธิของผู้ถือบัตรสวัสดิการฯ จากเดิมใช้เกณฑ์ครอบครัว และเปลี่ยนมาเป็นการพิจารณาเป็นรายบุคคลในรอบนี้ข้อมูลที่ได้ จะนำไปใช้ประโยชน์ในการต่อยอดนโยบาย Negative Income Tax ในอนาคตต่อไป




ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง