รีเซต

เมื่อความไม่แน่นอน ภาษี-การเมือง และ Fund Flow บีบนักลงทุน “คิดเป็นระบบ” โดย ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ CEO Jitta Wealth

เมื่อความไม่แน่นอน ภาษี-การเมือง และ Fund Flow  บีบนักลงทุน “คิดเป็นระบบ” โดย ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ CEO Jitta Wealth
TNN ช่อง16
5 มีนาคม 2569 ( 15:44 )

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา หากใครติดตามข่าวเศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิด จะสัมผัสได้ถึงบรรยากาศบางอย่างที่ “คุ้นเคย แต่ไม่เหมือนเดิม” ตลาดการเงินทั่วโลกกลับมาแกว่งแรงอีกครั้ง ทั้งที่หลายคนเพิ่งเริ่มคลายกังวลเรื่องดอกเบี้ยและเงินเฟ้อ

เหตุการณ์สำคัญที่จุดชนวนความผันผวนรอบนี้ เริ่มจากคำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐฯ หรือ Supreme Court of the United States ที่มีคำวินิจฉัยให้มาตรการภาษีนำเข้าที่เคยถูกประกาศภายใต้กฎหมายอำนาจฉุกเฉิน (IEEPA) เป็นโมฆะ ส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดีดตัวขึ้นในช่วงแรก ด้วยความคาดหวังว่าแรงกดดันด้านการค้าจะผ่อนคลายลง

แต่เพียงไม่นาน ความคาดหวังนั้นก็ถูกหักล้าง เมื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาประกาศว่าจะเดินหน้าขึ้นภาษีนำเข้ากับ “ทุกประเทศ” ในอัตรา 15% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดที่กฎหมายอนุญาต ภายใต้มาตรา 122 (Section 122) ของพระราชบัญญัติการค้าปี 1974 โดยมาตรการนี้จะมีอายุเพียง 150 วัน หรือราว 5 เดือน ก่อนจะมีแนวโน้มถูกแทนที่ด้วยมาตรการใหม่ในอนาคต

ตลาดที่เพิ่งยิ้มได้ไม่นาน กลับหันมาหน้าตึงอีกครั้ง ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ แกว่งตัวแรง ความเชื่อมั่นนักลงทุนถูกกระทบในระยะสั้น ไม่ใช่เพราะ “ตัวเลขภาษี” เพียงอย่างเดียว แต่เพราะ ความไม่แน่นอนของเกมกติกา ที่ยังเปลี่ยนไปมาได้ตลอดเวลา

ผลกระทบที่ลามไกลกว่าสหรัฐฯ และโอกาสของไทยในระยะสั้น
ในมุมของประเทศไทย ข่าวนี้มีทั้งด้านบวกและด้านที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เบื้องต้น ไทยถูกเก็บภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ลดลงจาก 19% เหลือ 15% ทำให้เกิด “หน้าต่างแห่งโอกาส” ระยะสั้น ในการเร่งส่งออกภายในช่วงเวลา 150 วันนี้

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ยังเป็นแรงต้านคือ ค่าเงินบาทที่แข็งค่า ซึ่งอาจบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกบางกลุ่ม สถานการณ์นี้จึงยังต้องประเมินอย่างรอบด้าน และไม่ควรมองเพียงมิติเดียว

เงินทุนกำลังบอกอะไรเรา? ภาพใหญ่ของ Fund Flow โลก
ท่ามกลางความผันผวนจากข่าวการเมืองและการค้า สิ่งหนึ่งที่นักลงทุนสถาบันทั่วโลกจับตาไม่แพ้กัน คือ “กระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย” หรือ Fund Flow

ข้อมูลล่าสุดสะท้อนสัญญาณที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ในช่วง 5–6 สัปดาห์แรกของปีนี้ เม็ดเงินไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นกลุ่ม Emerging Markets สูงถึง 34,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในรอบเกือบ 22 ปี นับตั้งแต่ปี 2004

นี่ไม่ใช่การเคลื่อนไหวเล็กๆ แต่เป็นสัญญาณของการกลับมาของสิ่งที่นักลงทุนเรียกว่า “Global Rotation” หรือการหมุนเงินลงทุนจากตลาดหนึ่งไปสู่อีกตลาดหนึ่งในระดับโครงสร้าง

เอเชีย: ปลายทางสำคัญของการหมุนเงินรอบนี้
เม็ดเงินที่ไหลเข้าสู่เอเชียสามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก

เอเชียเหนือ ได้แก่ เกาหลีใต้ ไต้หวัน และญี่ปุ่น
กลุ่มนี้ได้อานิสงส์โดยตรงจากการเป็นหัวใจของห่วงโซ่อุปทาน AI ตั้งแต่ชิป หน่วยความจำ เครื่องจักรผลิตเซมิคอนดักเตอร์ ไปจนถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ความต้องการด้าน AI Infrastructure ยังเติบโตสูง และเป็นเทคโนโลยีที่ทดแทนได้ยาก

เอเชียใต้และอาเซียน
ได้รับแรงหนุนในฐานะ Value Play และฐานการผลิตใหม่ในยุค China-plus-one โดยเฉพาะประเทศไทย ที่ได้ Sentiment เชิงบวกจากความชัดเจนทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง สะท้อนผ่านแรงซื้อสุทธิของนักลงทุนต่างชาติที่กลับมาอย่างมีนัยสำคัญ

ทำไมเงินถึง “ย้ายบ้าน” ในเวลานี้?
ปัจจัยหนุนหลักของ Global Rotation รอบนี้ มีอยู่ 3 ประเด็นสำคัญ

หนึ่ง — Valuation ของตลาดเอเชียยังถูกกว่าสหรัฐฯ
เมื่อเทียบกับศักยภาพการเติบโตในระยะกลางถึงยาว

สอง — แนวโน้มดอกเบี้ยโลกเข้าสู่ขาลง
เอื้อให้เงินทุนไหลออกจากสินทรัพย์ปลอดภัย และลดแรงดึงดูดของตลาดสหรัฐฯ

สาม — กำไรบริษัทในเอเชียกำลังเร่งตัว
ตามวัฏจักรเทคโนโลยีและการค้าโลก โดยเฉพาะธีม AI และการย้ายฐานการผลิต

หุ้นเทคสหรัฐฯ และทองคำ: แค่พักฐาน หรือเปลี่ยนธีม?
คำถามที่นักลงทุนถามกันมากในช่วงนี้คือ
แรงขายในหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ และทองคำ เป็นเพียงการพักฐาน หรือเป็นสัญญาณจบขาขึ้น?

ผมมองว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้ควรถูกมองเป็น Healthy Correction มากกว่าการเปลี่ยนธีมถาวร

หุ้นเทคสหรัฐฯ: ไม่ได้จบ แต่กำลัง “หมุนแกน”
แรงขายรอบนี้ไม่ได้เกิดจากมุมมองลบต่อเทคโนโลยีโดยรวม แต่เป็น Rotation ภายในกลุ่ม
เงินไหลออกจาก

● กลุ่ม Software บางประเภท โดยเฉพาะ SaaS
● Big Tech ที่ Valuation เริ่มตึงตัว

และไหลเข้าสู่ AI Hardware และ Supply Chain ซึ่งหลายแห่งอยู่ในเอเชีย

ทองคำ: พักฐาน ไม่ใช่จบขาขึ้น
การอ่อนตัวของราคาทองคำสะท้อนแรงทำกำไรระยะสั้น และความกังวลภูมิรัฐศาสตร์ที่คลายลงบางส่วน แต่ในระยะยาว ทองคำยังมีแรงหนุนเชิงโครงสร้างจาก

● การสะสมทองคำของธนาคารกลาง
● แนวโน้ม Dedollarization

โครงสร้างสำคัญกว่าจังหวะในภาวะที่ข่าวรายวันเปลี่ยนทิศตลาดได้ตลอดเวลา ผมย้ำว่าการพยายามจับจังหวะตลาดให้แม่น เป็นสิ่งที่ยากและเสี่ยงสูง ทางเลือกที่ยั่งยืนกว่าคือ ยึดวินัยในการจัด Asset Allocation

เครื่องมือสำคัญคือ Rebalance แต่นั้น ไม่ใช่เพื่อทำนายตลาด แต่เพื่อ “เอาชนะอารมณ์”  ขายสินทรัพย์ที่สัดส่วนเกินเป้า และเติมสินทรัพย์ที่สัดส่วนลดลง

แนวทางการจัดพอร์ตในโลกที่ผันผวนสูงเช่นนี้ ผมยังคงแนะนำหลักการ Core & Satellite  นั่นคือการมีพอร์ตหลักและพอร์ตรอง  โดยโครงสร้างที่เหมาะสมในช่วงนี้คือ Core Portfolio ให้มากกว่า 50% ที่จะเป็นการลงทุนในสินทรัพย์ที่กระจายทั่วโลก เน้นคุณภาพและความมั่นคง เพื่อลดความเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์ และที่เหลือให้เป็น Satellite Portfolio  ที่เราจะใช้สร้าง Alpha อย่างมีเป้าหมาย เช่น Asian Tech & AI Supply Chain หรือหุ้นญี่ปุ่นจากการปฏิรูป Corporate Governance และUS Value & Defensive เพื่อพักเงินระหว่างรอจังหวะ  ควบคู่กับการลงทุนแบบ DCA และการเพิ่มเงินลงทุนอย่างมีวินัยในระยะยาว

สุดท้ายนี้ผมว่าคุณคงตระหนักชัดแล้วว่า ในปีนี้เป็นปีที่ตลาดจะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ดังนั้นกลยุทธ์ที่ดีที่สุดไม่ใช่การทำนายให้ถูกทุกครั้ง แต่คือการมี โครงสร้างพอร์ตที่ดี กระจายความเสี่ยงเหมาะสม และลงทุนด้วยวินัย เพราะตลาดอาจผันผวนได้เสมอ  แต่ระบบที่ดี จะพาพอร์ตเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาวครับ

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง