รีเซต

FDI Watch กุญแจสำคัญ ดันไทยสู่ ASEAN Growth Hub เม็ดเงินลงทุนทะลุ 1 ล้านล้าน

FDI Watch กุญแจสำคัญ  ดันไทยสู่ ASEAN Growth Hub  เม็ดเงินลงทุนทะลุ 1 ล้านล้าน
TNN ช่อง16
1 กรกฎาคม 2569 ( 14:12 )
7

ประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่การเป็น ASEAN Growth Hub” หรือศูนย์กลางเศรษฐกิจและการลงทุนของภูมิภาคอาเซียน ผ่านยุทธศาสตร์ Future Economy & Investment ที่มุ่งยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน ดึงดูดการลงทุนจากทั่วโลก และสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจระยะยาว


โดยมี 5 กลไกสำคัญ ได้แก่ การติดตามและดึงดูด FDI (FDI Watch) การพัฒนาอุตสาหกรรม New S-Curve การยกระดับความสะดวกในการประกอบธุรกิจ (Ease of Doing Business) การผลักดันโครงการ Landbridge และการต่อยอดศักยภาพพื้นที่ EEC


ใน 5 ยุทธศาสตร์ดังกล่าว “FDI Watch” ถือเป็นหัวใจสำคัญ เนื่องจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เป็นเครื่องยนต์หลักในการนำเม็ดเงิน เทคโนโลยี และองค์ความรู้ใหม่เข้าสู่ประเทศ ช่วยสร้างการจ้างงานคุณภาพสูง ยกระดับอุตสาหกรรมไทย และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางการลงทุนแห่งใหม่ของอาเซียน 


สัญญาณการลงทุนในประเทศไทยยังคงแข็งแกร่งต่อเนื่อง จากข้อมูลล่าสุดของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่เปิดเผยว่า ในช่วงไตรมาส 1/2569  มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวม 624 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 1,016,962 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 2.4 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และสูงสุดในรอบหลายไตรมาส


การขยายตัวดังกล่าวสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศต่อศักยภาพเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางการแข่งขันดึงดูดเม็ดเงินลงทุนที่เข้มข้นในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ได้แก่ ดิจิทัล ดาต้าเซ็นเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ พลังงานสะอาด และเทคโนโลยีขั้นสูง

เมื่อพิจารณาตามพื้นที่ลงทุน พบว่า ภาคกลางยังคงเป็นแม่เหล็กสำคัญในการดึงดูดนักลงทุน โดยมีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนสูงสุด 237 โครงการ มูลค่ารวม 831,531 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนกว่า 80% ของมูลค่าการลงทุนทั้งหมด รองลงมา ได้แก่ ภาคตะวันออก 149,994 ล้านบาท ภาคใต้ 7,395 ล้านบาท ภาคตะวันตก 5,978 ล้านบาท ภาคเหนือ 5,279 ล้านบาท และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 5,078 ล้านบาท สะท้อนความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบโลจิสติกส์ และการเชื่อมโยงกับพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของประเทศ 


ขณะที่การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) มีมูลค่ารวมสูงถึง 965,869 ล้านบาท หรือคิดเป็นเกือบ 95% ของมูลค่าการลงทุนทั้งหมด โดยสิงคโปร์ครองอันดับ 1 ของแหล่งเงินลงทุนต่างชาติในไทย ตามด้วยฮ่องกง จีน และญี่ปุ่น สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติต่อศักยภาพของประเทศไทยในฐานะฐานการลงทุนสำคัญของภูมิภาค เม็ดเงินลงทุนส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มดิจิทัล ดาต้าเซ็นเตอร์ และโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีบทบาทสำคัญต่อการยกระดับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว


ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า FDI ไม่ได้เป็นเพียงแหล่งเงินทุน แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจไทยผ่านการสร้างงานคุณภาพสูง การถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของยุทธศาสตร์ “Thailand as ASEAN Growth Hub” ที่มุ่งผลักดันประเทศไทยสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจและการลงทุนแห่งใหม่ของภูมิภาคอาเซียน


อย่างไรก็ตาม ไทยยังต้องแข่งขันกับหลายประเทศในภูมิภาค ทั้งเวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ที่ต่างเร่งออกมาตรการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตเช่นเดียวกัน ทำให้การยกระดับความสะดวกในการประกอบธุรกิจ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาทักษะแรงงาน ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศ


ภาครัฐเร่งลดอุปสรรค ดึงดูด FDI เข้าประเทศ 


ความสำเร็จของการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ประเทศไทยไม่ได้เกิดขึ้นจากปัจจัยด้านทำเลที่ตั้งหรือศักยภาพของอุตสาหกรรมเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากความพยายามของภาครัฐในการลดอุปสรรคด้านกฎระเบียบและเร่งรัดกระบวนการอนุมัติโครงการลงทุนให้มีความรวดเร็วมากขึ้น


โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเตรียมเปิดตัวโครงการ “Thailand Fast Pass” ซึ่งเป็นการต่อยอดจากความสำเร็จของ “BOI Fast Pass” ที่ช่วยอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนและเร่งรัดขั้นตอนการอนุมัติจากหน่วยงานภาครัฐ โดยอาศัยการบูรณาการการทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงาน เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดด้านกฎหมายและการลงทุน


รัฐบาลมองว่า การปรับปรุงประสิทธิภาพดังกล่าวสามารถกระตุ้นให้เกิดการลงทุนจริงได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณเพิ่มเติม และเริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรมผ่านตัวเลขการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา


 ด้านนายเชาวน์กร โชติบัณฑ์ Head of Investment Strategy บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี (MFC) มองว่า เม็ดเงิน FDI ที่ไหลเข้าสู่ไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มดิจิทัลและดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนระดับหลายแสนล้านบาท จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการลงทุนภาคเอกชนในระยะต่อไป


การลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงยังเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย และต่อยอดสู่การพัฒนาบุคลากรและอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของประเทศ ซึ่งถือเป็นเป้าหมายสำคัญของยุทธศาสตร์ “Thailand as ASEAN Growth Hub” ที่ต้องการผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจและการลงทุนแห่งใหม่ของภูมิภาคอาเซียน


การเข้ามาของโครงการเทคโนโลยีขั้นสูงยังช่วยสร้างตำแหน่งงานคุณภาพสูง (High Value Jobs) ในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น วิศวกรดาต้าเซ็นเตอร์ ผู้เชี่ยวชาญระบบคลาวด์ นักพัฒนาซอฟต์แวร์ นักวิเคราะห์ข้อมูล และบุคลากรด้าน AI ซึ่งเป็นกลุ่มอาชีพที่มีรายได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดแรงงาน และเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับศักยภาพแรงงานไทยในระยะยาว


ขณะเดียวกัน การลงทุนของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกยังช่วยให้เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีสู่ภาคธุรกิจไทย ผ่านการร่วมลงทุน การพัฒนาซัพพลายเชนในประเทศ และการพัฒนาบุคลากร ซึ่งจะช่วยเพิ่มผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยในอนาคต 


 FDI Watch จึงไม่ได้เป็นเพียงการติดตามตัวเลขเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ แต่เป็นกลไกสำคัญในการดึงดูดเทคโนโลยี องค์ความรู้ และบุคลากรคุณภาพเข้าสู่ประเทศ ควบคู่ไปกับการพัฒนาอุตสาหกรรม New S-Curve การยกระดับ Ease of Doing Business การผลักดันโครงการ Landbridge และการต่อยอดศักยภาพพื้นที่ EEC เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็น “ASEAN Growth Hub” หรือศูนย์กลางเศรษฐกิจและการลงทุนแห่งอนาคตของภูมิภาคอาเซียนอย่างยั่งยืน 


ท่ามกลางการแข่งขันดึงดูดการลงทุนที่รุนแรงขึ้นในภูมิภาค ความสามารถในการรักษาและต่อยอดเม็ดเงิน FDI ให้เกิดการลงทุนจริง การสร้างงานคุณภาพ และการถ่ายทอดเทคโนโลยี จะเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจและการลงทุนของอาเซียนในอนาคต 

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง