รีเซต

โจทย์ใหญ่ภาคอีสาน คนมาเที่ยวมากแต่รายได้น้อย

โจทย์ใหญ่ภาคอีสาน คนมาเที่ยวมากแต่รายได้น้อย
TNN ช่อง16
14 กันยายน 2569 ( 20:57 )

อีสานกำลังเจอโจทย์ใหญ่ของการท่องเที่ยวเพราะแม้ภาคอีสานจะมีนักท่องเที่ยวและผู้มาเยือนเดินทางเข้าพื้นที่จำนวนมาก แต่เม็ดเงินที่เกิดขึ้นกลับยังไม่สะท้อนศักยภาพของภูมิภาคอย่างเต็มที่

ข้อมูลจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. ระบุว่า ตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา จำนวนผู้มาเยือนภาคอีสานเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จาก 27.4 ล้านคน-ครั้งในปี 2023 ขยับเป็น 29.9 ล้านคน-ครั้งในปี 2024 และเพิ่มขึ้นเป็น 31.3 ล้านคน-ครั้งในปี 2025ขณะที่รายได้จากการท่องเที่ยวก็เติบโตจากระดับกว่า 8 หมื่นล้านบาท เพิ่มเป็น 88,299 ล้านบาทในปี 2024 และพุ่งขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 1.08 แสนล้านบาทในปี 2025ส่วนอัตราการเข้าพักก็ปรับเพิ่มขึ้นเช่นกัน จากประมาณ 60% ในปี 2023 มาอยู่ที่ 66% ในปี 2025

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า คนเดินทางมาอีสานมากขึ้น และธุรกิจท่องเที่ยวก็มีแนวโน้มขยายตัวแต่ปัญหาคือ “จำนวนคน” กับ “จำนวนเงิน” ยังไม่สมดุลกันเพราะแม้ในปีที่ผ่านมา ภาคอีสานจะมีจำนวนผู้มาเยือนมากเป็นอันดับ 2 ของประเทศ แต่เมื่อมองในแง่รายได้กลับอยู่ในกลุ่มท้ายๆ

เหตุผลสำคัญมาจากพฤติกรรมการใช้จ่ายนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาอีสานใช้จ่ายเฉลี่ยเพียงประมาณ 2,268 บาทต่อคนต่อทริป ขณะที่ค่าเฉลี่ยของทั้งประเทศอยู่ที่ประมาณ 4,205 บาทต่อคนต่อทริป หรือแตกต่างกันเกือบครึ่งหนึ่งนี่จึงกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของการท่องเที่ยวอีสานนับจากนี้ไม่ใช่เพียงทำอย่างไรให้ “คนมาเที่ยวมากขึ้น”แต่ต้องทำอย่างไรให้ “คนที่มาเที่ยว ใช้เวลาอยู่นานขึ้น ใช้จ่ายมากขึ้น และกลับมาเที่ยวซ้ำ”


และหนึ่งในแนวทางสำคัญที่ทีเส็บ หรือสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ และ ททท. กำลังผลักดัน ก็คือการเปลี่ยนอีสานจาก “จุดหมายปลายทาง” ให้กลายเป็น “แพลตฟอร์มแห่งโอกาส”เรื่องนี้ถูกหยิบขึ้นมาพูดบนเวทีสัมมนา “Local First, Future Ready โอกาสท้องถิ่น: ISAN LANDING” ที่ผู้บริหารของทั้งทีเส็บและ ททท. มาร่วมแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ในการยกระดับการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมไมซ์ของภาคอีสาน

ดร.จารุวรรณ สุวรรณศาสน์ รองผู้อำนวยการทีเส็บ มองว่า ภาคอีสานมีต้นทุนทางเศรษฐกิจและสังคมที่แข็งแรงอยู่แล้ว โดยเฉพาะ 4 คลัสเตอร์สำคัญ หนึ่งคืออาหารและเกษตรมูลค่าสูง สอง การแพทย์ สุขภาพ และเวลเนส สาม การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและธรรมชาติ และสี่ อุตสาหกรรมและเทคโนโลยีแห่งอนาคต สิ่งที่ต้องทำต่อจากนี้จึงไม่ใช่การสร้างของใหม่ทั้งหมด แต่คือการนำสิ่งที่อีสานมีอยู่แล้วมาต่อยอดให้เกิดมูลค่ามากขึ้นและหนึ่งในเครื่องมือที่ทีเส็บมองว่าสามารถเข้ามาช่วยได้ก็คือ “ไมซ์”หรือการประชุม การเดินทางเพื่อเป็นรางวัล การสัมมนา และการแสดงสินค้าเพราะการจัดงานไมซ์ไม่ได้หมายถึงแค่การนำคนเข้ามาในจังหวัดแล้วจบงานกลับออกไปแต่การประชุมหรือการพบปะกัน สามารถเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเครือข่าย การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การเจรจาธุรกิจ การลงทุน และการสร้างความร่วมมือใหม่ๆ

พูดง่ายๆ ก็คือ จากเดิมที่นักท่องเที่ยวเข้ามาเพื่อ “เที่ยว”ก็สามารถเปลี่ยนให้เกิดการเดินทางเพื่อ “พบคน พบโอกาส และสร้างธุรกิจ” เพิ่มขึ้นได้ทีเส็บจึงมองว่า โจทย์ของแต่ละจังหวัดไม่ใช่แค่คำถามว่า “เรามีอะไรดี”แต่ต้องถามต่อว่า “เราจะเปลี่ยนสิ่งที่เรามี ให้เกิดคุณค่า ให้คนจดจำ และสร้างความยั่งยืนได้อย่างไร”เพราะการแข่งขันในโลกยุคใหม่ไม่ได้แข่งกันด้วยต้นทุนอย่างเดียวแต่แข่งกันด้วย “คุณค่า” และ “ความแตกต่าง”และที่สำคัญ แต่ละจังหวัดมีดีเอ็นเอของตัวเอง

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ “บุรีรัมย์”จากภาพเดิมที่หลายคนอาจมองว่าเป็นเพียงเมืองทางผ่าน วันนี้บุรีรัมย์สามารถสร้างภาพจำใหม่ขึ้นมาได้จาก “Sport Tourism” หรือการท่องเที่ยวเชิงกีฬา

เมื่อกีฬาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างเมือง ก็ทำให้นักท่องเที่ยวมีเหตุผลที่จะเดินทางเข้ามา และที่สำคัญคือมีโอกาสกลับมาเยือนซ้ำอีกตัวอย่างหนึ่งคือ “ลูกชิ้นยืนกิน” ของบุรีรัมย์ ที่เคยเป็นเพียงอาหารท้องถิ่นบริเวณสถานีรถไฟแต่เมื่อ ลิซ่า -ลลิษา มโนบาล พูดถึงลูกชิ้นยืนกิน ก็เกิดกระแสความสนใจไปทั่วประเทศ และทำให้สินค้าท้องถิ่นกลายเป็นสิ่งที่คนจากพื้นที่อื่นอยากเดินทางมาสัมผัสด้วยตัวเองนี่คือภาพของการเปลี่ยน “ของดีในชุมชน” ให้กลายเป็น “จุดขายของเมือง”

และทีเส็บมองว่า ภาคอีสานมีของดีลักษณะนี้อยู่อีกจำนวนมากโดยเฉพาะอาหาร วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ และอัตลักษณ์ของแต่ละจังหวัดโจทย์จึงอยู่ที่การนำสิ่งเหล่านี้มาสร้างเป็นประสบการณ์ที่แตกต่าง และเชื่อมโยงเข้ากับการจัดประชุมหรือกิจกรรมทางธุรกิจ

จนเกิดแนวคิดที่เรียกว่า “Meeting Economy”หรือเศรษฐกิจที่เกิดจากการประชุมและการพบปะผู้คนแนวคิดนี้ไม่ได้มองการประชุมเป็นเพียงกิจกรรมหนึ่งครั้ง แต่ต้องการใช้ศักยภาพของสถานที่และการออกแบบประสบการณ์ ทำให้การพบปะกันนำไปสู่คุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทีเส็บมองว่า อีสานไม่ควรถูกมองเป็นเพียงสถานที่สำหรับเดินทางไปเที่ยวแต่ควรเป็น “แพลตฟอร์มแห่งโอกาส” ที่เชื่อมโยงทั้ง 20 จังหวัดของภาคอีสานเข้าด้วยกันรวมถึงเชื่อมโยงกับกลุ่มประเทศอินโดจีน และใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานที่กำลังเชื่อมต่อมากขึ้น

อีกหนึ่งจุดแข็งก็คือต้นทุนการจัดงานที่มีความคุ้มค่า เมื่อเทียบกับเมืองท่องเที่ยวขนาดใหญ่และตัวเลขที่เกิดขึ้นแล้วก็สะท้อนว่าตลาดไมซ์ในอีสานมีฐานอยู่ไม่น้อย โดยในปี 2025 ภาคอีสานมีการจัดงานไมซ์มากกว่า 3,891 งาน มีผู้เข้าร่วมงานประมาณ 1.24 ล้านคน และสร้างรายได้จากการจัดงานประมาณ 5,190 ล้านบาทที่สำคัญคือรายได้จากไมซ์มีโอกาสกระจายไปยังธุรกิจในพื้นที่ ตั้งแต่โรงแรม ร้านอาหาร การเดินทาง สถานที่จัดงาน ไปจนถึงสินค้าและบริการของชุมชนดังนั้น ถ้าสามารถดึงงานที่มีคุณภาพเข้ามาได้มากขึ้น ก็มีโอกาสเพิ่มทั้งจำนวนคนและมูลค่าการใช้จ่ายในภูมิภาค


ขณะเดียวกัน ททท.ก็วางเป้าหมายชัดเจนว่า การท่องเที่ยวอีสานจากนี้จะต้องให้ความสำคัญกับการเพิ่ม “ค่าใช้จ่ายต่อคน”เพราะวันนี้อีสานมีโครงสร้างพื้นฐานรองรับการเติบโตแล้วมีโรงแรมและที่พักกว่า 92,200 ห้องมีสนามบิน 8 แห่ง มีรถไฟประมาณ 48 ขบวนต่อวันและในอนาคตก็จะมีรถไฟความเร็วสูงเข้ามาเพิ่มศักยภาพด้านการเดินทางคำถามจึงไม่ใช่แค่ “เดินทางมาอีสานได้หรือไม่”แต่คือ “เมื่อเดินทางมาแล้ว จะทำอย่างไรให้เกิดประสบการณ์และการใช้จ่ายที่มีมูลค่ามากขึ้น”

หนึ่งในต้นทุนที่ ททท.ให้ความสำคัญคือวัฒนธรรม โดยเฉพาะสิ่งที่เรียกว่า “Festival & Faith”เทศกาล ประเพณี และความเชื่อเพราะอีสานมีงานประเพณีจำนวนมากที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่ว่าจะเป็นเทศกาลแห่ดาวคริสต์มาส จังหวัดสกลนครประเพณีไหลเรือไฟ จังหวัดนครพนมหรือประเพณีแห่เทียนพรรษา จังหวัดอุบลราชธานีสิ่งเหล่านี้ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงงานประจำปีของคนในพื้นที่เท่านั้นแต่สามารถยกระดับให้กลายเป็น “Signature Thailand”หรือจุดขายที่นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศจดจำได้  สิ่งที่ททท.และทีเส็บกำลังผลักดันเพื่อให้อีสานไม่ได้เป็นเพียง ภูมิภาคที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากแต่กลายเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทย ที่สามารถสร้างรายได้ กระจายโอกาส และเติบโตได้เต็มศักยภาพในอนาคต


ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง