"นักเศรษฐศาสตร์"ชี้ไทยต้องโตเกินร้อยละ2

ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย (CIMB Thai) เปิดเผยว่า การที่หน่วยงานจัดอันดับความน่าเชื่อถือปรับมุมมองต่อประเทศไทยจาก "ลบ" (Negative) มาอยู่ที่ระดับ "คงที่" (Stable) แม้เป็นสัญญาณที่ดีแต่ยังไม่เพียงพอต่อการขับเคลื่อนประเทศในระยะยาว เนื่องจากเป้าหมายที่แท้จริงคือ การยกระดับเครดิตเรตติ้งให้สูงขึ้น แต่ความท้าทายสำคัญคือตัวเลขหนี้สาธารณะที่พุ่งสูงขึ้นจากในอดีตที่เคยอยู่เพียงระดับร้อยละ 50 กลาง ๆ ต่อ GDP ปัจจุบันขยับขึ้นมาเกือบชนเพดานที่ระดับร้อยละ 70
ดังนั้นภาครัฐจึงจำเป็นต้องเร่งบริหารจัดการหนี้ควบคู่ไปกับการผลักดันอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ ให้กลับมาแตะระดับร้อยละ 3-4 อีกครั้ง เพราะหากปล่อยให้เติบโตต่ำเพียงร้อยละ 2 ไปเรื่อย ๆ อาจส่งผลกระทบให้หน่วยงานจัดอันดับต้องกลับมาทบทวนลดเรตติ้งของไทยในอนาคต
สำหรับแนวโน้มในช่วงครึ่งปีหลัง เศรษฐกิจไทยยังต้องจับตาปัจจัยภายนอกประเทศ และมาตรการทางการค้าอย่างใกล้ชิด แม้รายงานจาก Fitch Ratings จะประเมินว่าความกังวลเรื่องสงครามการค้าเริ่มผ่อนคลายลง แต่มองว่าความเสี่ยงที่แท้จริงยังคงอยู่ โดยเฉพาะมาตรา 301 (Section 301) ของสหรัฐฯ และปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินของบางประเทศ ซึ่งอาจกลายเป็นอุปสรรคต่อภาคการส่งออกที่เป็นเครื่องยนต์หลักของไทย
ด้านนายยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ขีดความสามารถของเศรษฐกิจไทยลดต่ำลงมาอยู่ที่ประมาณ ร้อยละ 2 ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับอดีตที่เคยโตเฉลี่ยได้ถึงร้อยละ 4-5 ต่อปี เกิดจากปัจจัยหลักที่ฉุดรั้งโครงสร้างประเทศ ได้แก่ การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การมีผลิตภาพแรงงานต่ำ
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังต้องเผชิญกับ "แผลเป็นทางเศรษฐกิจ" หลังวิกฤตโควิด-19 ที่ทำให้ GDP หดตัวรุนแรงเกือบร้อยละ 7 ในปี 2020 และต้องใช้เวลานานถึง 5 ปีเต็มกว่าจะฟื้นตัวกลับสู่ระดับเดิม
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
