NASA เตือน! เมืองใหญ่สหรัฐฯ เสี่ยงจมใต้ทะเล

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ NASA ออกมาเตือนถึงความเสี่ยงครั้งใหญ่จากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งอาจทำให้หลายเมืองชายฝั่งของสหรัฐฯ เผชิญน้ำท่วมถาวรและบางพื้นที่อาจค่อย ๆ ถูกทะเลกลืนหายไปในอนาคต หากภาวะโลกร้อนยังคงรุนแรงต่อเนื่อง
รายงานของ NASA ระบุว่า ภายในปี 2050 ระดับน้ำทะเลบริเวณชายฝั่งรัฐแคลิฟอร์เนียอาจสูงขึ้นอีกประมาณ 15-37 เซนติเมตร เมื่อเทียบกับปี 2000 สาเหตุหลักมาจากธารน้ำแข็งละลาย การสูญเสียน้ำแข็งขั้วโลก และอุณหภูมิมหาสมุทรที่อุ่นขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
นักวิจัยของ NASA ร่วมกับหน่วยงานด้านมหาสมุทรและบรรยากาศของสหรัฐฯ ใช้ข้อมูลเรดาร์ดาวเทียมและระบบ GPS วิเคราะห์แนวชายฝั่งยาวกว่า 1,600 กิโลเมตร พบว่าหลายพื้นที่กำลังเกิด “ภาวะแผ่นดินทรุด” ซึ่งยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้น้ำทะเลรุกล้ำเร็วขึ้น โดยเฉพาะบริเวณอ่าวซานฟรานซิสโก เช่น ซานราฟาเอล คอร์เตมาเดรา และฟอสเตอร์ซิตี ที่ตรวจพบการทรุดตัวต่อเนื่องมากกว่า 10 มิลลิเมตรต่อปี
ขณะเดียวกัน พื้นที่บางส่วนในลอสแอนเจลิสและซานดิเอโก อาจเผชิญการทรุดตัวของพื้นดินสูงถึง 40 เซนติเมตรในอนาคต ขณะที่บริเวณ Central Valley พบการทรุดตัวรุนแรงจากการสูบน้ำใต้ดินมากเกินไป ซึ่งอาจกระทบทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ชุมชน และเศรษฐกิจชายฝั่งในระยะยาว
NASA ยังเตือนว่า ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นไม่ได้หมายถึงเพียงชายหาดหายไปเท่านั้น แต่ยังเพิ่มความถี่ของน้ำท่วมช่วงน้ำขึ้น พายุซัดฝั่ง และการกัดเซาะชายฝั่ง ซึ่งหลายเมืองของสหรัฐฯ เริ่มเผชิญผลกระทบแล้ว โดยเฉพาะชายฝั่งตะวันออกและอ่าวเม็กซิโก แม้นักวิทยาศาสตร์ย้ำว่ายังไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่าเมืองใดจะ “หายไป” ทั้งหมด แต่ข้อมูลล่าสุดกำลังถูกนำไปใช้วางแผนรับมือและปรับตัวของรัฐต่าง ๆ เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า วิกฤตสภาพภูมิอากาศไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เพราะระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นกำลังคุกคามเมืองชายฝั่งทั่วโลก และอาจเปลี่ยนแผนที่ของหลายประเทศในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
