เอกสิทธิ์ ชงปลดล็อกโซลาร์ 3 คอขวด ดันไทยสู้วิกฤตพลังงาน

นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล ประธานสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย ประธานกรรมการบริหารบริษัท สยามอีสเทิร์น อินดัสเตรียล พาร์ค จำกัด (SEP) และกลุ่ม GK-Land เสนอให้รัฐบาลเร่งผลักดันมาตรการด้านพลังงาน โดยเฉพาะการใช้พลังงานแสงอาทิตย์อย่างจริงจัง เพื่อรับมือวิกฤตพลังงานที่ทั่วโลกและประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ พร้อมมองว่าโซลาร์ไม่ใช่เพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
นายเอกสิทธิ์ระบุว่า หากไทยต้องการให้ประชาชนและภาคอุตสาหกรรมหันมาใช้โซลาร์เซลล์ในวงกว้าง รัฐจำเป็นต้องปลดล็อก 3 ข้อจำกัดสำคัญที่เป็นอุปสรรคในปัจจุบัน ได้แก่ ด้านกฎหมาย ด้านโครงสร้างราคาและกลไกตลาด และด้านการเข้าถึงแหล่งเงินทุน
ในด้านกฎหมาย เห็นว่าขั้นตอนการขออนุญาตติดตั้งโซลาร์เซลล์ยังมีความซับซ้อน ใช้เวลานาน และมีมาตรฐานแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ ทั้งเรื่องการดัดแปลงอาคารและการขอขนานไฟกับหน่วยงานรัฐ จึงเสนอให้จัดทำระบบ One Stop Service สำหรับการขอติดตั้ง พร้อมปรับกฎหมายให้การติดตั้งขนาดเล็กระดับครัวเรือนสามารถใช้วิธีแจ้งเพื่อทราบ แทนการรออนุมัติที่ใช้เวลานาน รวมถึงปรับปรุงกฎหมายผังเมืองและระเบียบควบคุมอาคารให้สอดรับกับเทคโนโลยีปัจจุบัน
ส่วนด้านโครงสร้างราคาและกลไกตลาด นายเอกสิทธิ์มองว่าอัตรารับซื้อไฟฟ้าคืนจากภาคครัวเรือนยังไม่จูงใจเมื่อเทียบกับต้นทุนการติดตั้ง ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมยังติดข้อจำกัดเรื่องการซื้อขายไฟฟ้าเสรีระหว่างกัน เพราะติดเงื่อนไขเกี่ยวกับสายส่ง จึงเสนอให้พิจารณาระบบ Net Metering ที่หักลบหน่วยไฟฟ้าที่ผลิตได้กับการใช้จริงอย่างเป็นธรรม เพื่อลดระยะเวลาคืนทุน และเปิดทางให้มีการใช้สายส่งร่วม หรือ Third Party Access เพื่อสนับสนุนการซื้อขายไฟในนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SME ได้อย่างมาก
อีกประเด็นคือการเข้าถึงแหล่งเงินทุน แม้ราคาของแผงโซลาร์จะลดลงต่อเนื่อง แต่ต้นทุนเริ่มต้นยังถือเป็นภาระสำหรับประชาชนฐานรากและ SME รายย่อย จึงเสนอให้รัฐมีสินเชื่อ Green Loan ดอกเบี้ยต่ำเป็นพิเศษ หรือมาตรการทางภาษีที่จูงใจมากขึ้น เช่น ให้นำค่าติดตั้งไปลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ 100-200% พร้อมสนับสนุนให้บริษัทจัดการพลังงาน หรือ ESCO เข้ามามีบทบาทมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุนของประชาชน
นายเอกสิทธิ์เห็นว่า หากรัฐทำให้การติดตั้งโซลาร์เป็นเรื่องที่ง่าย คุ้มค่า และเข้าถึงได้ จะไม่เพียงช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน แต่ยังช่วยเสริมความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ และเพิ่มโอกาสดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติที่ให้ความสำคัญกับพลังงานหมุนเวียน 100% หรือ RE100 ให้ไหลเข้าสู่ไทยมากขึ้น
นอกจากนี้ นายเอกสิทธิ์ยังให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี Solar Floating โดยมองว่าเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญของไทย เนื่องจากประเทศมีศักยภาพด้านพื้นที่ผิวน้ำจำนวนมาก ทั้งในเขื่อน อ่างเก็บน้ำ และพื้นที่อุตสาหกรรม จึงเสนอให้รัฐบาลร่วมสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจใหม่ผ่าน 3 แนวทางหลัก
แนวทางแรก คือการเร่งขยายผลโครงการ Solar Floating Hybrid ร่วมกับเขื่อนของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. และเปิดทางให้ภาคเอกชนร่วมลงทุนในรูปแบบ PPP มากขึ้น เพราะการผลิตไฟฟ้าจากพลังน้ำควบคู่พลังงานแสงอาทิตย์จะช่วยลดความผันผวนของพลังงานสะอาด และใช้โครงสร้างพื้นฐานสายส่งเดิมให้คุ้มค่า โดยไม่ต้องใช้พื้นที่เกษตรเหมือนโซลาร์ฟาร์มบนดิน
แนวทางที่สอง คือการปลดล็อกกฎหมายการใช้พื้นที่ผิวน้ำ ซึ่งปัจจุบันยังมีความทับซ้อนระหว่างหลายหน่วยงาน เช่น กรมชลประทาน กรมเจ้าท่า และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงควรมีการจัดทำโซนนิงและระบบอนุญาตแบบเร่งรัดเฉพาะสำหรับโครงการพลังงานสะอาดบนผิวน้ำ เพื่อสร้างความชัดเจนทางกฎหมาย ลดความเสี่ยงให้กับนักลงทุน และเพิ่มความเชื่อมั่นให้สถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อ
แนวทางที่สาม คือการส่งเสริมซัพพลายเชนและนวัตกรรมในประเทศ โดยเสนอให้รัฐมีมาตรการจูงใจให้เกิดการผลิตอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง เช่น ทุ่นลอยน้ำ และระบบยึดโยง ภายในประเทศ แทนการนำเข้าทั้งหมด เพราะจะช่วยสร้างอุตสาหกรรมใหม่ เพิ่มการจ้างงาน และยกระดับทักษะแรงงานไทยไปพร้อมกับการพัฒนาพลังงานสะอาด
นายเอกสิทธิ์ย้ำว่า Solar Floating ไม่ได้เป็นเพียงรูปแบบการผลิตไฟฟ้า แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต หากรัฐบาลเดินหน้าปลดล็อกอย่างเป็นระบบ ไทยมีโอกาสก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้าน Floating Solar ในภูมิภาคอาเซียนได้
สำหรับภาคเอกชน นายเอกสิทธิ์มองว่า วิกฤตพลังงานครั้งนี้ไม่ใช่เหตุการณ์ชั่วคราว แต่เป็นภาวะปกติใหม่ของต้นทุนการผลิต ภาคธุรกิจไทยจึงไม่สามารถพึ่งพาพลังงานฟอสซิลราคาถูกแบบเดิมได้อีกต่อไป และควรเร่งปรับตัวใน 3 ระยะ
ระยะสั้น คือการทำ Energy Audit และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน โดยใช้ข้อมูลเข้ามาบริหารจัดการ ตรวจสอบจุดรั่วไหล และใช้ระบบ Smart Metering หรือ AI ช่วยคำนวณการเดินเครื่องจักรในช่วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อลดต้นทุนได้ทันที
ระยะกลาง คือการเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตพลังงานใช้เอง หรือ Distributed Generation ผ่านการลงทุนใน Solar Rooftop หรือ Solar Floating ภายในนิคมอุตสาหกรรม พร้อมสนับสนุนให้ผู้ประกอบการรวมกลุ่มกันเป็น Energy Cluster เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองในการจัดซื้อเทคโนโลยี และพัฒนาระบบ Microgrid ร่วมกันภายในกลุ่มอุตสาหกรรม
ส่วนระยะยาว คือการปรับโมเดลธุรกิจไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ หรือ Low Carbon Economy โดยเฉพาะการนำแนวทาง BCG Model มาปรับใช้ เพราะมาตรการกำแพงภาษีคาร์บอน เช่น CBAM ของยุโรป จะมีผลต่อการส่งออกของไทยมากขึ้นในอนาคต ผู้ประกอบการจึงต้องเร่งสร้าง Green Supply Chain เพื่อรักษาฐานลูกค้าต่างชาติ และเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียวที่มีต้นทุนต่ำกว่า
ในส่วนของประชาชน นายเอกสิทธิ์มองว่า ขณะนี้ครัวเรือนกำลังเผชิญแรงกดดันจากทั้งค่าพลังงานที่สูงขึ้นและราคาสินค้าที่ขยับตาม จึงจำเป็นต้องปรับตัวด้วยการบริหารจัดการวิถีชีวิตใหม่ ไม่ใช่เพียงการประหยัดแบบเดิม โดยเสนอ 3 แนวทางหลัก ได้แก่ การปรับพฤติกรรมการใช้พลังงานเชิงรุก การเป็นผู้บริโภคที่ชาญฉลาด และการวางแผนความมั่นคงทางการเงินเพื่อรองรับต้นทุนพลังงานในอนาคต
เขาแนะนำให้ประชาชนหันมาใช้อุปกรณ์ประหยัดไฟ ปรับการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าให้เหมาะสม ศึกษาเรื่อง Time of Use เพื่อใช้ไฟในช่วงเวลาที่ต้นทุนต่ำลง รวมถึงสนับสนุนสินค้าในท้องถิ่นที่มีระยะทางขนส่งสั้นกว่า เพื่อลดผลกระทบจากต้นทุนน้ำมัน ขณะเดียวกัน หากครัวเรือนใดมีศักยภาพ ก็ควรมองการติดตั้งโซลาร์เซลล์เป็นการลงทุนระยะยาว ที่ช่วยเปลี่ยนค่าไฟรายเดือนให้กลายเป็นต้นทุนคงที่ในระยะ 20-25 ปี
นายเอกสิทธิ์ทิ้งท้ายว่า แม้ภาคการเมืองและภาคเอกชนกำลังเร่งแก้ปัญหาที่ต้นเหตุของราคา แต่ในระดับครัวเรือน การปรับตัวอย่างเข้าใจและมีสติ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ประชาชนผ่านพ้นวิกฤตพลังงานครั้งนี้ไปได้อย่างมั่นคง
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
