ธารน้ำแข็งหิมาลัย ละลายเร็วขึ้น 2 เท่า สัญญาณเตือนวิกฤตน้ำของเอเชีย

เทือกเขาฮินดูกูช-หิมาลัย ซึ่งทอดยาวตั้งแต่อัฟกานิสถานไปจนถึงเมียนมา เปรียบเสมือนแหล่งกักเก็บน้ำจืดแหล่งใหญ่ของเอเชีย และยังเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำสายสำคัญไม่ต่ำกว่า 10 สาย หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนกว่า 2,000 ล้านคนครอบคลุมทั้งการอุปโภค บริโภค การเกษตร และแหล่งผลิตพลังงาน
แต่รายงานล่าสุดจากศูนย์นานาชาติเพื่อการพัฒนาพื้นที่ภูเขาแบบบูรณาการ (ICIMOD) ระบุว่า ปัจจุบันธารน้ำแข็งในภูมิภาคนี้กำลังสูญเสียน้ำแข็งเพิ่มขึ้นจาก 34 เซนติเมตรต่อปี เป็น 73 เซนติเมตรต่อปี โดยตั้งแต่ปี 1975 ธารน้ำแข็งบางลงไปแล้วถึง 27 เมตร และในช่วงปี 1990-2020 พื้นที่น้ำแข็งลดลงไปแล้วกว่า 12%
สถานการณ์ดังกล่าวยิ่งสร้างความกังวล เนื่องจากน้ำแข็งหนึ่งในสามของภูมิภาคอยู่ในพื้นที่เปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและมีอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ธารน้ำแข็งไม่สามารถสะสมมวลน้ำแข็งกลับคืนมาในปริมาณเดิมได้
ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ได้มีเพียงแค่การลดลงของธารน้ำแข็งเท่านั้น แต่ยังกระทบต่อความมั่นคงด้านน้ำของภูมิภาคเอเชีย ทั้งในระยะสั้นที่การละลายของธารน้ำแข็งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมและภัยพิบัติจากธารน้ำแข็งถล่ม ขณะที่ในระยะยาวยังส่งผลต่อปริมาณน้ำของแม่น้ำสายหลักไม่ต่ำกว่า 10 สาย ที่ลดลงตามไปด้วย นำไปสู่ความเสี่ยงต่อภาคการเกษตรและพลังงาน
นอกจากนี้ ปัจจัยที่เร่งการละลายของธารน้ำแข็งคือ “คาร์บอนดำ” ที่เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล ขยะ และชีวมวล เมื่ออนุภาคคาร์บอนดำตกลงบนพื้นผิวน้ำแข็ง ก็จะเพิ่มการดูดซับความร้อนมากขึ้น เร่งการละลายของธารน้ำแข็งเร็วขึ้นกว่าเดิม ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องในอนาคตแต่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน ดังนั้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อควบคุมปริมาณคาร์บอนดำจึงมีความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อช่วยชะลอผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากหนักให้เบาลงได้
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
