รีเซต

“ไทยช่วยไทย พลัส” แจก 1,000 บาท 43 ล้านคน

“ไทยช่วยไทย พลัส” แจก 1,000 บาท 43 ล้านคน
TNN ช่อง16
21 พฤษภาคม 2569 ( 10:57 )
9

เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” เพื่อลดผล กระทบจากสถานการณ์วิกฤตพลังงานที่ได้ส่งผลต่อประชาชนทุกสาขาอาชีพและผู้ประกอบการอย่างฉับพลัน รุนแรง มีความไม่แน่นอนสูง และมีแนวโน้มยืดเยื้อ ผ่านแหล่งเงินเพิ่มเติมภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569  วงเงิน 175,718.66 ล้านบาท  ซึ่งอยู่ภายใต้กรอบวงเงินกู้ 200,000 ล้านบาท ตามแผนงาน/โครงการที่ 1 เพื่อช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ 

กระทรวงการคลังชี้แจงว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” จะมุ่งเน้น (1) ช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบให้กับประชาชนกลุ่มเปราะบางผ่านกลไกของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรฯ) วงเงินไม่เกิน 55,718.66 ล้านบาท และ (2) บรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและประคับประคองกำลังซื้อภาคประชาชนรวมถึงช่วยเหลือผู้ค้าขายรายย่อยให้สามารถประกอบอาชีพได้อย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ วงเงินไม่เกิน 120,000 ล้านบาท  โดยมีรายละเอียดดังนี้ 

(1) โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 จะพุ่งเป้าดูแลกลุ่มเปราะบาง ผู้มีรายได้น้อยที่ลงทะเบียนในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ตลอดปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพื่อให้ผู้มีบัตรฯ ได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐอย่างต่อเนื่อง สำหรับเป็นวงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค วงเงินส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้ม วงเงินค่าเดินทางผ่านระบบขนส่งสาธารณะ และวงเงินค่าไฟฟ้าและน้ำประปา รวมทั้งเป็นเบี้ยสวัสดิการเพิ่มเติมให้แก่คนพิการ (มติครม. 28 ม.ค. 2563) 

และได้อนุมัติโครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 เพื่อเป็นการช่วยเหลือและบรรเทาภาระค่าครองชีพจากวิกฤตพลังงานที่ส่งผลกระทบอย่างรวดเร็วและรุนแรงต่อความเชื่อมั่นและกำลังซื้อของกลุ่มผู้มีรายได้น้อยซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบาง 

โดยผู้มีบัตรฯ จำนวนประมาณ 13.18 ล้านราย จะได้รับวงเงินเพิ่มอีกจำนวน 700 บาทต่อคนต่อเดือน เพิ่มเติมจากวงเงินที่ได้รับเดิมจำนวน 300 บาทต่อคนต่อเดือน รวม 1,000 บาทต่อเดือน สำหรับซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจากร้านธงฟ้าฯ  เป็นระยะเวลา 4 เดือน ตั้งแต่เดือนมิถุนายน - กันยายน 2569 (กรณีมีวงเงินคงเหลือในเดือนใด จะไม่มีการสะสมไปในเดือนถัดไป)  

ทั้งนี้ กลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ "ไม่ต้อง" ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันใดๆ เพื่อรับสิทธิโครงการไทยช่วยไทย พลัส  เนื่องจากรัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณแยกส่วนไว้ดูแลโดยเฉพาะแล้ว

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังจะ “เร่งรัดให้มีการดำเนินโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่” เพื่อคัดกรองตามเกณฑ์คุณสมบัติที่กำหนดสำหรับผู้มีบัตรฯ เดิม พร้อมทั้งประสานกับกระทรวงมหาดไทย “สำรวจ  กลุ่มคนชายขอบที่ตกหล่น” ให้ได้กลุ่มคนที่ถูกต้อง ตรงตามเป้าหมาย และสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยกระทรวงการคลังจะเร่งนำเสนอรายละเอียดต่อคณะรัฐมนตรีโดยเร็วต่อไป

(2) ส่วนโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือประชาชนซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและรักษากำลังซื้อของประชาชน รวมถึงช่วยให้ผู้ประกอบการร้านค้ามีรายได้จากการขายสินค้าและบริการเพื่อให้สามารถประกอบอาชีพหรือดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง โดยภาครัฐให้การสนับสนุนเงินร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนด ให้แก่ประชาชนผู้เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ไม่เกิน 30 ล้านคน เพื่อนำไปใช้จ่ายกับผู้ประกอบการร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) เป็นเวลา 4 เดือนเช่นกัน ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน - 30 กันยายน 2569

สำหรับ "การลงทะเบียน"  ไทยช่วยไทย พลัส (60/40) กลุ่มประชาชนทั่วไป สามารถลงทะเบียนยืนยันสิทธิผ่านแอปพลิเคชั่น “เป๋าตัง” ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม - 29 พฤษภาคม 2569 (เวลา 06.00 - 22.00 น.) จนกว่าจะครบจำนวน 30 ล้านคน หรือถึงปิดลงทะเบียนวันสุดท้ายในวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 แล้วแต่เกณฑ์ใดจะถึงก่อน โดยผู้ที่เคยลงทะเบียนแล้วเมื่อกดยืนยันสิทธิจะได้รับทราบผลทันที  แต่กรณีผู้ลงทะเบียนใหม่ต้องรอตรวจสอบข้อมูลก่อนจะรับทราบผลการลงทะเบียนภายใน 3 วัน 

กรณีเป็นผู้ประกอบการร้านค้าที่ "เคย" เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส สามารถยืนยันสิทธิเพื่อเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม - 30 กันยายน 2569  เมื่อลงทะเบียนแล้วจะรับทราบผลการลงทะเบียนทันที 

กรณีเป็นผู้ประกอบการที่ "ไม่เคย" เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ผ่านสาขาของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม - 31 กรกฎาคม 2569 แต่ต้องรอผลการลงทะเบียนประมาณ 5  วัน เนื่องจากต้องมีการตรวจสอบข้อมูลก่อน

ทั้งนี้ ประชาชนผู้ได้รับสิทธิสามารถใช้สิทธิโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน - 30 กันยายน 2569 (เวลา 06.00 - 23.00 น.) โดยสามารถซื้ออาหาร เครื่องดื่ม สินค้าและบริการที่กำหนดจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) 

สำหรับการซื้ออาหารหรือเครื่องดื่มผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) ที่ได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” สามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน - 30 กันยายน 2569 (เวลา 06.00 - 21.00 น.)

สำหรับคุณสมบัติกลุ่มเป้าหมาย ประชาชนจำนวนไม่เกิน 30 ล้านคน มีดังนี้ 1) เป็นผู้มีสัญชาติไทย 2) มีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน 3) มีบัตรประจำตัวประชาชน 4) ไม่เป็นผู้ที่ถูกระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืนในโครงการคนละครึ่งในอดีต ได้แก่ (1) โครงการคนละครึ่ง (2) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2 (3) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 (4) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 4 (5) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 5 และ (6) โครงการคนละครึ่ง พลัส และ 5) ไม่เป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตามฐานข้อมูลของกระทรวงการคลัง ณ วันที่ 18 พฤษภาคม 2569

สำหรับเงื่อนไขการใช้จ่าย ภาครัฐสนับสนุนเงินร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนด ในอัตราร้อยละ 60 แต่ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน ตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงเดือนกันยายน 2569 (4 เดือน) ทั้งนี้ กรณีมีวงเงินสิทธิเหลือในเดือนใด จะไม่ทบสิทธิไปในเดือนถัดไป 

ทั้งนี้ วงเงินที่รัฐช่วยเดือนละ 1,000 บาท หรือร้อยละ 60 หากใช้สิทธิครบเต็มวงเงินในแต่ละเดือน ประชาชนต้องจ่ายเพิ่มในสัดส่วนร้อยละ 40  หรือเป็นเงินประมาณ 667 บาท  ดังนั้น ในแต่ละเดือนสามารถใช้สิทธิซื้อสินค้ารวมเป็นมูลค่าประมาณ 1,667 บาท  เมื่อรวมทั้งโครงการเป็นระยะเวลา 4 เดือนรัฐบาลจ่าย 4,000 บาทต่อคน ส่วนประชาชนแต่ละคนจ่ายประมาณ 2,668 บาท   

สำหรับการใช้สิทธิ์ไทยช่วยไทย พลัส จะไม่สามารถใช้กับ ร้านนวด  ร้านสปา ร้านทำผม  ร้านทำเล็บ ที่เคยได้รับสิทธิในโครงการคนละครึ่งพลัส  เพราะกระทรวงการคลังต้องการช่วยเหลือบรรเทาผลกระทบค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง

สำหรับประชาชนกลุ่มเป้าหมายสามารถใช้สิทธิในโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เพื่อซื้ออาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนดจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน - 30 กันยายน 2569  (เวลา 06.00-23.00น.) 

หรือซื้ออาหารและเครื่องดื่มจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) ที่ได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน-30 กันยาย 2569 (เวลา 06.00-21.00น.) โดยรับชำระเงินผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ซึ่งกระทรวงการคลัง โดยกรมบัญชีกลางจะดำเนินการโอนเงินในส่วนที่ภาครัฐร่วมจ่ายให้แก่ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ภายในระยะเวลาที่กำหนดต่อไป

สำหรับร้านค้าที่สามารถเข้าร่วมโครงการ คลอบคลุมร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัสและร้านค้าที่สนใจเข้าร่วมเพิ่มเติมได้แก่ ร้านค้าทั่วไป ร้านค้าธงฟ้าฯ ร้านอาหารและเครื่องดื่ม Food Delivery ร้น OTOP กิจการขนส่งธารณะ กิจการขนส่งมวลชน  ยกเว้น ร้านนวด สปา ทำเล็บ ทำผม ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการนี้ได้

นอกจากนี้ ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ยังจะได้มีการพัฒนาความรู้และทักษะที่จำเป็น ผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” โดยการนำปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ชื่อว่า "AI นกกระซิบ" เข้ามาวิเคราะห์ธุรกิจ เช่น การบริหารจัดการต้นทุน การบริหารจัดการสินค้าคงคลังและสภาพคล่องหมุนเวียน การวิเคราะห์ยอดขายตามช่วงเวลา เป็นต้น เพื่อให้ผู้ประกอบการร้านค้าได้เรียนรู้ทักษะใหม่และเพิ่มทักษะที่จำเป็นต่อธุรกิจ ซึ่งเป็นการสนับสนุนการเข้าถึงองค์ความรู้และเทคโนโลยี รวมถึงสนับสนุนการจัดเก็บข้อมูลรายได้รายจ่ายเพื่อใช้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุนต่อไป

นอกจากนี้ ในระยะถัดไปข้อมูลของร้านค้ารายย่อยจะนำมาต่อยอดเพื่อช่วยให้พ่อค้าแม่ค้าสามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ง่ายยิ่งขึ้น โดย AI นกกระซิบสามารถรวบรวมข้อมูลการขายมาจัดทำเป็น Statement หรือรายการเดินบัญชี เพื่อให้ร้านค้าสามารถส่งข้อมูลนี้ทางอีเมลหรือพิมพ์ออกมาเพื่อประกอบการยื่นขอสินเชื่อกับสถาบันการเงินของรัฐโดยตรง โดยสถาบันการเงินจะใช้ข้อมูลนี้ร่วมกับ ARI SCORE ที่กระทรวงการคลังพัฒนาขึ้น เพื่อช่วยให้รายย่อยเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้อย่างสะดวกและมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้  ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการะทรวงการคลัง ย้ำว่าการดำเนินโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ไม่ใช่การกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เป็นการช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและรักษากำลังซื้อของประชาชน รวมถึงช่วยให้ผู้ประกอบการร้านค้ามีรายได้จากการขายสินค้าและบริการเพื่อให้สามารถประกอบอาชีพหรือดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง อีกทั้ง จะช่วยสนับสนุนให้ประชาชนสามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายและสภาพคล่องได้อย่างเหมาะสมในช่วงที่ค่าครองชีพอยู่ในระดับสูง ซึ่งจะช่วยรักษาการบริโภคและส่งผลทางอ้อมต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ


ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง